หน้าแรกผู้จัดการ Online

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2546

ทักษิณย้ำสามัคคี3เหล่าทัพ มอบนโยบายบริหารแบบCIO

      โดย ผู้จัดการรายวัน
 
เมื่อเวลา 10.00 น. วานนี้ (12 ก.ย.)? พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ไปตรวจเยี่ยม บก.ทหารสูงสุด เพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการทหารในสังกัด และได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง การพัฒนาระบบสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของกองทัพไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แถลงภายหลังการตรวจเยี่ยม ว่า การพัฒนาระบบการสื่อสาร และสารสนเทศของกองทัพ เป็นนโยบายที่สืบเนื่องมาจากที่รัฐบาลได้ผลักดันเรื่องรัฐบาลอิเลกทรอนิกส์ เพื่อให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องปรับการบริหารโดยใช้อินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วย และมีฐานข้อมูล มีเว็บไซด์ของตัว จึงต้องฝึกอบรมบุคคลากรโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทางด้านคอมพิวเตอร์ของทุกๆกระทรวง หรือระบบ CIO (Chief Information Officer) ซึ่ง ทางกองทัพได้ตื่นตัว เพราะมีภารกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากไปกว่าหน่วยงานทั่วๆไป นอกจากใช้ในการบริหารแล้ว ยังใช้ควบคุม สั่งการ สื่อสาร และหาข่าว
 
นอกจากนั้นยังใช้ในการพัฒนายุทโธปกรณ์ยุคใหม่ เพื่อควบคุมอำนาจการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ กับระบบการสื่อสาร จึงถือโอกาสมาหารือกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าหน้าที่โดยตรง โดยได้เน้นให้พัฒนาใน 3 ระดับ คือ ระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไปที่ต้องมีพื้นฐานการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างง่าย เจ้าหน้าที่สนใจที่จะวิจัย เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเลือกใช้ให้ประหยัดและเหมาะสมกับกองทัพ และเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้พิเศษที่เป็นนักวิจัยนักพัฒนาซอฟแวร์ ระบบยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ และสามารถสอนคนอื่นได้ โดยเฉพาะการดัดแปลงสิ่งที่ซื้อมาให้มาใช้เป็นประโยชน์สูงสุดได้
 
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า ต่อไปนี้ บก.ทหารสูงสุด จะต้องมีความสำคัญสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ้อมรบร่วมของ 3 เหล่าทัพ ที่ควรจะต้องมีขึ้นเป็นประจำ โดยผบ.ทหารสูงสุด เป็นผู้นำสูงสุดในการวางยุทธศาสตร์ วางแผนการซ้อมรบ เพื่อจะได้เกิดการใช้พลังรบร่วมของ 3 เหล่าทัพ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัวในยามจำเป็น รวมทั้งจะได้ใช้บุคคลากร และยุทโธปกรณ์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะเป็นแบบต่างคนต่างมี ใหญ่ และสิ้นเปลือง ซึ่งจะทำให้ 3 เหล่าทัพมีความรักความสามัคคี มีความสามารถในการพัฒนาร่วมกัน ใช้พลังที่มีอยู่ในการปกป้องอธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนเป็นการถวายความจงรักภักดีในการอารักขาสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้เป็นอย่างดี
 
ส่วนปัญหาของงบประมาณ ที่ยังไม่สอดคล้องกับการจะพัฒนากองทัพ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า ได้อนุมัติหลักการไปในงบฯการพัฒนาทั้ง 3 เหล่าทัพ รวมทั้งบก.ทหารสูงสุด และสำนักปลัดกลาโหม เป็นเวลา 9 ปี( 2548-2556) จะใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาท ปีหนึ่งใช้ประมาณ 2.4 หมื่นกว่าล้าน ต่อปี ซึ่งถือว่าไม่มาก เพราะพยายามที่จะประหยัดใช้เท่าที่จำเป็น ซึ่งในภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น 2 หมื่นกว่าล้านนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะงบประมาณขอประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลแล้ว แม้กระทั่งปี 2546 ถ้าใช้ทุกบาททุกสตางค์จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ขาดดุลประมาณ 174,000 ล้านนั้น จะขาดดุล ประมาณเพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง และปีหน้าที่ตั้งเป้าขาดดุลไว้ 99,900 ล้านบาทนั้น เชื่อว่าจะเป็นงบประมาณที่เกินดุล หมายความว่ามีรายได้มากกว่ารายจ่าย เพราะฉะนั้นปีงบประมาณ 2548 จะเป็นปีที่สามารถที่จะจัดเก็บรายได้เพียงพอที่จะทำให้กองทัพมีความเข้มแข็งในการเติมอาวุธยุทโธปกรณ์ในความพร้อมรบเท่าที่จำเป็น
 
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า สำหรับการปรับโครงสร้างของกระทรวงกลาโหมนั้นเราก็กำลังปรับลดข้าราชการที่ล้นอยู่ จะให้ออกเลยทันทีคงไม่เหมาะ จะมีวิธีจัดการที่ไม่ให้กระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการด้วย ส่วนที่จะเกลี่ยไปยังกระทรวงอื่นๆ นั้นก็ได้มีการหารือกันว่า บางส่วนจะเกลี่ยไปอยู่ในกระทรวงที่เหมาะและบางส่วนอาจจะให้ออกก่อนกำหนดโดยที่จ่ายเงินเดือนให้ กำลังให้ไปคิดหาแนวทางร่วมกันอยู่ แต่ไม่ใช่ให้ออกไปเลยเพราะเห็นว่าเป็นส่วนเกิน เพราะคนที่เข้ารับราชการเขาต้องการความมั่นคงของชีวิต แต่การเกลี่ยไปกระทรวงอื่นก็ต้องมีการเทียบโอน เช่น ในระดับสูงๆอย่างพล.ต.เมื่อไปแล้วก็ต้องไปในระดับรองอธิบดี และเราต้องเลือกคนที่มีความสามารถเหมาะสม มีผลงานเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานนั้นๆด้วย แต่ในระดับล่างๆไม่มีปัญหา เพราะทหารมีอัตราประจำอยู่จำนวนหนึ่งที่เป็นส่วนที่เกินเนื่องจากว่ามีบางช่วงที่ จปร.เราเร่งฝึกคนออกมาเพราะเป็นช่วงมีปัญหาคอมมิวนิสต์โดยผลิตให้จบใน 3 ปี จึงออกมากองกันเยอะทำให้เติบโตขึ้นมาตามสายงานและเกินอยู่ต้องมาจัดใหม่ทั้งระบบ ส่วนการพัฒนาด้านการข่าวของทางทหาร ได้มีการหารือกันเป็นประจำต้องปรับไปเรื่อยเพราะเหตุการณ์มันเปลี่ยนไปเร็วมากจากเดิม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้ามประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ต้องมีจุดร่วมในการติดต่อประสานงานกันเพื่อสะดวกขึ้น
 
พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เรื่องให้เหล่าทัพเชิญนายกรัฐมนตรีมาตรวจเยี่ยม เพื่อฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจของเหล่าทัพ จะทำให้นายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจและมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น และอนุมัติงบประมาณให้เพื่อนำมาพัฒนากองทัพ เพราะนายกรัฐมนตรีพูดเสมอว่าอยากพัฒนากองทัพให้มีความพร้อมรบสมบูรณ์
 
เรื่องจัดทำแผนการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกันระหว่างเหล่าทัพแบบแพ็กเกจก็เหมือนกัน ทำกันล่าช้าเหลือเกิน จนผมต้องทวงถามตลอด แต่พอได้รับอนุมัติครั้งแรกจำนวน 3 พันกว่าล้านบาท ก็เริ่มติดใจ แล้วพอผมบอกให้ทำแผนเป็น 3 ระยะ คือระยะสั้น ปานกลางและระยะยาว คราวนี้ใส่กันใหญ่เลย ออกมาประมาณ 6 แสนกว่าล้าน จนผมต้องเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพมาหารือและนำกลับไปปรับใหม่เหลือเพียง 2 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นด้วยและอนุมัติงบประมาณให้ ซึ่งจะนำไปใช้ได้จนถึงปี 2546 เพียงแต่ว่าเวลาที่จัดทำงบประมาณปกติ อย่าเอาเงินจำนวนนี้ไปใส่ไว้ เพราะเดี๋ยวสำนักงบประมาณจะสับสนแล้วเงินส่วนนั้นก็จะไม่ได้ เพราะมันไปรวมอยู่ในงบปกติแล้วรมว.กลาโหม กล่าว
 
พล.อ.ธรรมรักษ์ ยังกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับการใช้สื่อสารสนเทศ ว่า เป็นปัญหาที่เกิดกับคน โครงสร้าง การพัฒนาระบบที่ไม่เหมือนกันและฐานข้อมูล รวมทั้งวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งจะเห็นได้ว่ากองทัพยังขาดการพัฒนาเรื่องสื่อสารสนเทศอย่างมาก เราจึงต้องพัฒนาด้านบุคลากร ที่ส่วนใหญ่ยังยึดกับพฤติกรรมเดิมเกี่ยวกับระบบเอกสารต่าง ๆ ขณะที่ระบบฐานข้อมูลจะต้องให้ตอบสนองงานของกองทัพในการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว กระชับและทันสมัย ซึ่งจะเห็นบ่อย ๆ ว่านายกรัฐมนตรีพูดเสมอเกี่ยวกับความรวดเร็วของสื่อสารสนเทศ ดังนั้น คนรุ่นใหม่จะต้องช่วยกันวางแผนเพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานให้ได้จริง