เทคโนโลยีชาวบ้าน

 
วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 ปีที่ 14 ฉบับที่ 280


ภูมิปัญญาไทย

อัจฉรา สุขสมบูรณ์

"เครื่องขอดเกล็ดปลา ทำปลาร้าไฮเทค" จากหัวคิดประดิษฐ์ ของ ชอบ มีอาษา เกษตรกรเมืองนครนายก

การทำปลาแต่ละตัวนั้นผู้ที่ทำคงทราบดีว่า ต้องเสียเวลาขณะขอดเกล็ดปลานานแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากทำปลาจำนวนครั้งละมาก ๆ เพื่อนำมาหมักเป็นปลาร้าด้วยแล้วทำให้เสียทั้งเวลาเสียทั้งแรงงานไปพอสมควร ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คิดค้นเครื่องมือช่วยขอดเกล็ดปลาหรือเครื่องทำปลาร้าไฮเทคขึ้น เพื่อเป็นการลดภาระในเรื่องดังกล่าว

นายชอบ มีอาษา เกษตรกรบ้านเลขที่ 199 หมู่ 1 ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ผู้นำปลามาแปรรูปเป็นปลาร้าจำหน่ายและคิดประดิษฐ์เครื่องมือช่วยทำปลาร้า เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพทำปลาร้าส่งขายทั้งปลาร้าข้าวคั่ว ปลาร้าหมักรำ ปลาหมักเกลือ ซึ่งก่อนหน้านี้การทำปลาต้องใช้ไม้และสังกะสีตีกะเทาะเอาเกล็ดปลาออก พอทำมากขึ้นเริ่มรู้สึกเหนื่อย จึงเกิดแนวความคิดว่า ทำอย่างไร จะปั่นเอาเกล็ดปลาออกได้ไวขึ้น เคยสังเกตเห็นที่อื่นซึ่งใช้วิธีการทำปลาในบ่อปูน เลยคิดดัดแปลงจากวิธีนี้โดยนำเหล็กมาออกแบบเป็นถังเหล็กแทนบ่อปูนเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายขึ้น แล้วปรึกษากับช่างตีเหล็กในท้องถิ่นเรื่องส่วนประกอบต่าง ๆ รวมทั้งวิธีการทำงานของเครื่อง เช่น เมื่อปั่นเอาเกล็ดปลาออกแล้วสามารถยกเทลงภาชนะด้เลย ส่วนเกล็ดปลาให้ลอดตะแกรงลงข้างล่างได้ เป็นต้น

ด้านวัสดุการทำเครื่องมือชนิดนี้ ประกอบด้วย ตัวถังเหล็กขนาดกว้าง 50 ซ.ม. ความยาวหรือความสูง 1.20 เมตร เหล็กแกนกลางสำหรับตีเกล็ดปลาโดยอ๊อกเหล็กให้เป็นซี่เล็ก ๆ มูเล่ ไดมอเตอร์ และตะแกรงรองเกล็ดปลา ซึ่งขนาดของเครื่องสามารถบรรจุปลาได้ครั้งละ 50 กิโลกรัม ใช้ต้นทุนการผลิตทั้งค่าไดมอเตอร์ ค่าเหล็ก และค่าแรง รวมประมาณ 9,000 บาท ซึ่งเป็นราคาของเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เนื่องจากได้คิดประดิษฐ์เครื่องนี้สำเร็จใน ปี 2539 ปัจจุบันราคาของเครื่องอาจขยับตัวสูงขึ้นบ้าง หากมีผู้สนใจจะทดลองนำไปปฏิบัติ

สำหรับขั้นตอนการใช้เครื่องทำปลาร้าไฮเทคไม่ยุ่งยาก เพียงนำปลามาปั่นตีเกล็ดออก ใช้เวลาประมาณ 3 นาที เกล็ดก็จะออกหมดทำให้ได้เนื้อปลาที่นุ่มขึ้น เอาไส้ปลาและขี้ปลาออก ส่วนใหญ่ปลาที่ใช้ ได้แก่ ปลากระดี่ ปลาช่อน จากนั้นนำปลาที่ทำเรียบร้อยแล้วมาหมักเกลือ ใช้อัตราส่วนในการทำปลาร้า คือ ปลา 5 กิโลกรัม : เกลือ 1.5 กะละมัง : รำ 3 กะละมัง (เล็ก) คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำลงโอ่งหาพลาสติกคลุมมัดปากโอ่งให้แน่น หมักทิ้งไว้นานราว ๆ 5-6 เดือน ก็สามารถเอาออกจำหน่ายได้

การจำหน่ายในท้องตลาดราคาปลาร้าปลากระดี่ตัดหัวกิโลกรัมละ 35 บาท ปลาช่อน กิโลกรัมละ 80 บาท ปลาอื่น ๆ รวมกิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งจะนำเข้าไปขายในตลาดตัวเมืองนครนายกบ้าง ตลาดนัดต่าง ๆ แถวหน้าโรงเรียน จปร.บ้าง จังหวัดปราจีนบุรีก็เคยนำไปเร่ขาย บางครั้งอาศัยสอบถามจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอว่ามีตลาดที่ไหนบ้าง และขายส่งตามร้านค้าเป็นปี๊บ ปี๊บละ 20 กิโลกรัม ก็เคย นายชอบบอกว่า เมื่อปีที่แล้วทำปลาร้าใส่โอ่งไว้ 55 ใบ ขณะนี้เหลือปลาร้าอยู่ในโอ่งเพียง 6-7 ใบ คาดว่า ปีนี้จะไม่พอขาย จึงเตรียมที่จะทำเพิ่มขึ้นอีก นอกจากจะมีรายได้จากการจำหน่ายปลาร้าแล้ว เกษตรกรรายนี้ยังใช้เครื่องมือดังกล่าวรับจ้างขอดเกล็ดหรือตีเกล็ดปลาในหมู่บ้านอีกด้วย โดยคิดราคากิโลกรัมละ 1 บาท ซึ่งปีที่แล้วมีผู้มาจ้างคิดเป็นเงินออกมาประมาณ 2,000 ถึง 3,000 บาท

"ข้อดีของเครื่องมือนี้คือ กินไฟน้อย สามารถปั่นเอาเกล็ดปลาออกได้ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ ทำให้ประหยัดเวลา ทุ่นค่าใช้จ่ายไปเยอะ เดิมทีผมจ้างคนมาทำปลา 100 กิโลกรัม ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง วันหนึ่งทำปลาได้เพียง 200 กิโลกรัม แต่เดี๋ยวนี้พอใช้เครื่อง 50 กิโลกรัม ปั่น 3 นาที ก็เสร็จ แล้วเทออก หากทำปลา 1 ตัน ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็เสร็จแล้ว คุ้มค่าและเบาแรงทีเดียว เคยมีคนจากตำบลอื่นสนใจมาดูเป็นแบบอย่างแล้วถ่ายรูปไปเหมือนกัน บางคนก็จะให้ช่วยออกแบบให้ทำให้ด้วย แต่ผมยังไม่กล้าลงทุน เพราะไม่แน่ใจว่าจะทำขายได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเครื่องนี้ทำง่ายใครมาดูเป็นต้นแบบก็ทำได้ โครงสร้างน้อย สามารถย่อส่วนให้เล็กลงได้" นายชอบ กล่าว

ปัจจุบัน นายชอบ มีอาษา สามารถผลิตเครื่องมือดังกล่าวจำหน่ายได้แล้วถึง 3 เครื่อง ในราคาเครื่องละ 6,200 บาท และยังมีเกษตรกรจากจังหวัดต่าง ๆ เดินทางมาดูเครื่องต้นแบบชุดนี้แล้วหลายราย หากสนใจเครื่องมือขอดเกล็ดปลาหรือเครื่องทำปลาร้าไฮเทคที่เกิดจากแนวคิดประดิษฐ์ของเกษตรกรรายนี้ สามารถติดต่อได้กับเจ้าตัวโดยตรง โทร. 0-9833-4291 หรือติดต่อผ่านไปที่ นายชัชวาลย์ วรรณธรรม เกษตรอำเภอปากพลี สำนักงานเกษตรอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก โทร. 0-3731-1289 หรือสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 0-2940-6190 งานนี้เจ้าของบอกไม่สงวนสิทธิ์แต่อย่างใด

 

หน้า 20