เทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ปีที่ 14 ฉบับที่ 287


มิตซูบิชิลุยสวน

ธนสิทธิ์

ตาม ถเวีย คนมั่น ไปปลูกผักกระเฉดที่เมืองนครนายก

มิตซูบิชิ สตราดา พาหนะคู่ใจในการเดินทาง ที่ลุยไปทุกทิศเพื่อเยี่ยมชมกิจกรรมการประกอบอาชีพของเกษตรกร ในคราวนี้ เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ จังหวัดนครนายก เพราะได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายกว่า มีเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพการปลูกผักกระเฉดจำหน่าย

1 ชั่วโมง กับการเดินทางที่อบอุ่นในรถมิตซูบิชิ สตราดรา เราก็ถึงเขตจังหวัดนครนายก และมุ่งตรงไปยังบ้านเลขที่ 86/1 ม. 8 ตำบลศรีจุฬา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โทร. 0-1301-8613 ของ นายถเวีย คนมั่น โดยมี คุณสุนี คำประกอบ จากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองนครนายก นำพาไปเยี่ยมชม

ผู้ที่หันหลังให้กับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมาสู่ความเป็นเกษตรกรผู้ปลูกผักกระเฉด

1 ปี กับการประกอบอาชีพนี้ ปรากฏว่า สามารถสร้างผลตอบแทนให้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จึงทำให้เขามุ่งมั่นเต็มที่ พร้อมกันนี้ยังพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกผักกระเฉดแก่ผู้สนใจด้วย



ทำนา 100 ไร่ สู้ไม่ได้

"เรียกว่า ทำนา 100 ไร่ รายได้ยังไม่ดีเท่าปลูกผักกระเฉดในพื้นที่ 20 ไร่"

จุดเริ่มต้นในการเข้ามาสู่อาชีพ เริ่มจากการไปเห็นการซื้อขายผักกระเฉดในตลาด จึงทำให้จุดประกายขึ้นมา

พื้นที่ 20 ไร่ ที่เดิมเคยเป็นผืนนาถูกปรับเปลี่ยน เมื่อเขาได้ไปเก็บเกี่ยวข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกผักกระเฉดมาจากเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ที่ประกอบอาชีพนี้

"ผมสนใจในโครงการของในหลวง ท่านจะนำโครงการไปช่วยเหลือชาวบ้านในทุกพื้นที่ ไม่ว่ายากลำบากแค่ไหนท่านก็ไปช่วย ผมมาคิดดูแล้ว เราทำไม ไม่พึ่งตัวเองบ้าง เอาในหลวงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว หลังจากที่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนี้ว่าให้ผลตอบแทนดี ตลาดมีความต้องการจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการปลูก เพราะเรามาจากช่างรับเหมา ไม่มีความรู้ด้านนี้ จึงต้องทุ่มเทศึกษาอย่างเต็มที่ รวมไปถึงเรื่องของตลาดด้วย ผมจะเดินตลาดหมด ดูว่าพ่อค้าแม่ค้าผักกระเฉดเขาต้องการอย่างไร จนเดี๋ยวนี้รู้จักกันหมดแล้ว"

"เรื่องตลาดตอนนี้ผมไม่ห่วงเลย วันหนึ่ง 1,000 กำ ที่ผมต้องมีไว้ทุกวัน" ถเวีย กล่าว

สำหรับการปลูกผักกระเฉดนั้น มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง อันดับแรกได้แก่ พื้นที่ปลูกควรเป็นพื้นที่ดินเหนียวที่สามารถอุ้มน้ำได้ดี อุณหภูมิ เนื่องจากผักกระเฉดเป็นผักในเขตร้อนชื้น จึงชอบอุณหภูมิอยู่ระหว่างช่วง 25 -30 องศาเซลเซียส และสุดท้ายในเรื่องของแสง การปลูกผักกระเฉดต้องปลูกกลางแจ้ง การที่ผักกระเฉดได้แสงเต็มที่ตลอดทั้งวันจะช่วยส่งผลให้การเจริญเติบโตดีมาก



เน้นปลอดสารเคมี ใช้ธรรมชาติควบคุม

ในการปลูกผักกระเฉด ถเวีย บอกว่า เขาให้ความสำคัญมากเกี่ยวกับเรื่องการจัดการดูแล ที่ต้องมีความละเอียดรอบคอบ มีการตรวจตราผักกระเฉดที่ปลูกอยู่ตลอดเวลา และหมั่นศึกษาหาข้อมูลถึงวิธีการที่จะทำให้ผักกระเฉดเจริญเติบโตได้ดี

"ในบ่อผมจะมีอยู่ส่วนหนึ่งที่ผมปลูกเพื่อทดลองว่าวิธีการใดที่สามารถทำให้ผักกระเฉดของผมเจริญเติบโตงอกงาม ความรู้ต่าง ๆ นั้น ผมก็ได้มาจากการไปพูดไปคุยกับคนปลูก ว่าแต่ละพื้นที่มีวิธีการทำกันอย่างไร อะไรดี เราก็เก็บมาปรับปรุงในแปลงปลูกของเรา"

พร้อมกันนี้การปลูกผักกระเฉดของที่นี่ได้เน้นมากในเรื่องของการปลอดการใช้สารเคมี ด้วยเจ้าของเป็นห่วงสุขภาพของผู้บริโภค การปลูกผักกระเฉดแบบปลอดสารพิษจึงเป็นแนวทางเขาเลือกปฏิบัติอยู่ในเวลานี้

"ผมไม่ใช้สารเคมี หลายคนบอกผักกระเฉดมีแมลงที่เข้าทำลายมาก ต้องฉีดพ่นยา แต่ผมไม่ต้อง เพราะผมใช้วิธีการตรวจก่อน หากพบว่ามีปริมาณที่ส่อว่าจะสร้างปัญหาให้กับผักกระเฉดที่ปลูก จะใช้วิธีสุ่มไฟที่บริเวณต้นลม ทำให้เกิดควันมาก ๆ เพื่อให้มารมควันในจุดที่พบการระบาดของแมลง เท่านี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้"

นอกจากวิธีการสุมควันไล่แมลงแล้ว เจ้าของแปลงผักกระเฉดแห่งนี้ยังใช้วิธีการให้ธรรมชาติควบคุม หากเข้าเยี่ยมในแปลงปลูกจะพบว่า มีเสาไฟไม้ปักเป็นหลักไว้อย่างมากมาย เสาไม้เหล่านี้ใช้ประโยชน์เพื่อให้นกนางแอ่นที่มีอยู่มากมายในบริเวณพื้นที่นี้มาเกาะ

"นกนางแอ่น สร้างประโยชน์ให้ผมคือ จะกินแมลงเข้ามาระบาดในแปลง มีแมลงมากเท่าไหร่ก็หมด โดยมากแล้วนกจะเข้ามาหากินในช่วงตอนเช้า" ถเวีย กล่าวและว่า หากจะใช้วิธีการนี้จุดสำคัญคือต้องมีหลักไว้ให้นกเกาะ ไม่เช่นนั้นนกจะมาหากินในบริเวณนี้



ปลูกด้วยพันธุ์ไทยลูกผสม

เขาเล่าให้ฟังถึงการปลูกผักกระเฉดว่า หลังจากที่ทำคันบ่อเป็นสี่เหลี่ยมเรียบร้อยแล้ว ได้ใช้รถไถนาเล็กลง เพื่อทำเลนให้มีความหนา ประมาณ 30 เซนติเมตร เมื่อทำเลนพร้อมแล้ว จะนำต้นพันธุ์ผักกระเฉดมาลงปลูก โดยการปลูกนั้นจะใช้วิธีการดำ วางรูปแบบของกอผักกระเฉดให้เป็นวงกลม

โดยปกติที่เขาปลูกจะใช้ต้นพันธุ์ผักกระเฉด ประมาณ 15 ยอด ต่อกอ สำหรับท่อนพันธุ์ที่นำมาใช้จะเน้นเฉพาะส่วนของโคนมาถึงบริเวณกลาง ๆ ของลำต้นเท่านั้น ในส่วนของยอดเขาจะไม่นำมาเป็นท่อนพันธุ์สำหรับปลูก โดยมีรัศมีห่างกันประมาณ 6 ศอก ต่อกอ การปลูกผักกระเฉดมีข้อแนะนำว่า ควรทำให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียว

"ข้อดีในการที่เราปลูกทีเดียวให้เสร็จ คือ ทำให้รากติดดินได้เร็ว และจะเจริญเติบโตพร้อมกัน เมื่อเก็บเกี่ยวจะสามารถเก็บพร้อมกันได้ทั้งหมดทีเดียว"

โดยหลังจากปลูกแล้วประมาณ 1 เดือน ก็สามารถเก็บยอดออกจำหน่ายได้

เมื่อถามถึงสายพันธุ์ของผักกระเฉดที่นำมาปลูก ถเวีย บอกว่า

"เท่าที่ศึกษาผมพบว่า ผักกระเฉด มีอยู่ด้วย 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไทยลูกผสม พันธุ์นี้ใบจะมีตั้งแต่ 4-5 และ 6 ใบ เป็นพันธุ์ที่ผมปลูกเพราะมีใบสวยนวล ช่วงของลำต้นยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ให้ผลผลิตดี ขณะที่พันธุ์ที่สองคือ พันธุ์ไทยธรรมดา เป็นพันธุ์โตช้า ข้อสั้น ใบเล็ก ปลูกเพื่อการค้าไม่ได้ผลดี และสุดท้ายพันธุ์ใบใหญ่ พันธุ์นี้ให้รสชาติไม่อร่อย จึงไม่น่าปลูก"

หลังจากปลูกแล้วและปล่อยให้อยู่ในลักษณะแห้งไม่มีน้ำนานประมาณ 15 วัน จะเริ่มนำน้ำเข้า โดยเข้าทีละประมาณ 20-30 เซนติเมตร ตามความยาวของลำต้นผักกระเฉดที่ขึ้นมา โดยระดับน้ำที่ปล่อยเข้าสูงสุดต้องไม่เกิน 80 เซนติเมตร

น้ำที่นำมาใช้ในการปลูกผักกระเฉด เขาเน้นว่า ต้องเป็นน้ำที่จืดสนิท เนื่องจากในเขตพื้นที่บ้านศรีจุฬานั้นจะมีปัญหาน้ำเค็มเข้ามาตามคลองชลประทาน ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจน้ำกันอย่างดี เพราะหากสูบน้ำเค็มเข้ามาในบ่อแล้วผักกระเฉดจะชะงักและไม่เจริญเติบโต

"บางทีผมใช้วิธีการตรวจน้ำ โดยการอมน้ำว่าเป็นน้ำจืดสนิทหรือไม่"



ในบ่อใช้แหนไข่ปลา

"ที่สำคัญในการปลูกผักกระเฉดคือ แหน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำมาใส่ เพราะหากปลูกแล้วไม่มีแหน ผักกระเฉดที่ออกมาจะดำไม่สวย แหนจะไปช่วยฟอกทำให้นมผักกระเฉดขาว แหนที่ผมใช้จะเน้นแหนที่เรียกว่า แหนไข่ปลา ซึ่งเป็นแหนที่มีขนาดเล็ก ละเอียด โดยไม่เอาแหนใบใหญ่มาลง เพราะจะไปหนุนยอดและใบผักกระเฉด โดยบ่อหนึ่งจะนำแหนมาใส่ ประมาณ 10 กระสอบ"

เขาบอกอีกว่า ในการเลี้ยงแหนนั้น สิ่งที่เน้นมากคือ แหนต้องกระจายอยู่ทั่วทั้งบ่อ ไม่มากระจุกตัวอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง เขาจึงสร้างคันบ่อให้สูงเพื่อป้องกันเรื่องลมพัดแหน และวางโครงการต่อไปว่าจะปลูกกล้วยน้ำว้ารอบคันบ่อเพื่อเป็นกำบังลม

"แหนยิ่งอยู่ในที่อับลมยิ่งดี แต่หากยังไม่สามารถป้องกันลมได้เต็มที่อย่างช่วงนี้ผมใช้วิธีกั้นในบ่อด้วยตาข่ายเขียว เพื่อป้องกันไม่ให้แหนลอยไปตามแรงลม"

นอกจากนี้ ถเวีย กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ถ้าในช่วงอากาศเย็น ๆ แหนจะสามารถขยายปริมาณได้มากและรวดเร็ว ขณะที่หน้าร้อนการขยายตัวจะช้า สำหรับในช่วงที่มีแหนในบ่อมากเกินไป เขาจะใช้วิธีการตักแหนขายให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงปลา ในราคากระสอบละ 10 บาท

การปลูกผักกระเฉดของถเวีย หลังจากที่ตั้งกอดีแล้ว จะควบคุมดูแลทรงพุ่มให้เป็นวงกลมอยู่เสมอ ไม่ยอมให้ยอดของผักกระเฉดมาชนกัน เพราะจะทำให้ยอดไม่งาม

ในการดูแลเรื่องของปุ๋ย จะมีทั้งการให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 20-20-20 ปูนมาร์ลและปุ๋ยคอกจากขี้วัว

ถเวีย กล่าวต่อไปว่า การเก็บผักกระเฉด จะเริ่มกันตั้งแต่ 2 โมงเช้า และไปเสร็จสิ้น ประมาณ 10 โมงเช้า โดยการลงไปเก็บผักนั้น ผู้เก็บจะมีโฟมสำหรับลอยน้ำเพื่อวางผักกระเฉด สำหรับความยาวของยอดที่เก็บ ขึ้นอยู่กับว่า จะส่งให้ผู้ค้าในตลาดระดับไหน โดยความยาวที่เก็บมีตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ไปจนถึงประมาณ 1 เมตร เมื่อเก็บขึ้นมาแล้วจะนำมามัดเป็นกำ แล้วจึงนำไปล้างน้ำให้แหนออกให้สะอาด จากนั้นจึงนำมาแต่งหน้าอีกครั้งก่อนนำไปเข้าฟ่อน แล้วรอให้พ่อค้ามารับ

"การเก็บผักกระเฉด ที่ผมปฏิบัติอยู่จะเน้นการเก็บแขนงที่ออกมา ไม่เก็บในส่วนยอด โดยผักกระเฉดลำต้นหนึ่งจะมีแขนงประมาณ 15 อัน ให้สามารถเก็บได้"

การที่จะสามารถเก็บได้ทุกวันอย่างต่อเนื่องนั้น ในแต่ละลำแขนงต้องมียอดเหลือไว้ประมาณ 3 ยอด เพื่อให้สามารถเก็บได้ในวันต่อไป

"ของผมจะแบ่งออกเป็นล็อก ๆ เพื่อให้หมุนเวียนเก็บได้ทุกวัน ของผมกอหนึ่งจะเก็บได้ประมาณ 4 กำ หรือ 60 ยอด"

สำหรับการจำหน่ายของที่นี่ ผักกระเฉด 1 กำ จะมี 15 ยอด ในขณะที่ปกติจะกำขายกันที่ 12 ยอด โดยราคาจำหน่ายสู่พ่อค้านั้นอยู่ที่กำละ 4 บาท

"นอกจากเจ้าใหญ่ ๆ ที่มารับแล้ว ของผมยังมีรายย่อย ที่เราไปช่วยให้เขามีรายได้ ส่วนมากเป็นคนค่อนข้างยากจน เราจึงช่วยให้เขามีรายได้ โดยคนที่มารับไปขายแบบรายย่อยนี้ จะมารับจากผมที่กำละ 4 บาท และไปขาย กำละ 5 บาท หรือบางคนก็ไปขาย 3 กำ 20 บาท แล้วแต่ เพราะนั่นคือการสร้างรายได้ของเขา" ถเวีย กล่าว

สำหรับในส่วนของโคนที่ตัดออกเพื่อตกแต่งให้สวยงาม ถเวีย บอกว่า เขาไม่ได้ทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะนำมาใช้เป็นอาหารของปลาที่เลี้ยงไว้ อย่างเช่น ปลานิล ปลาดุก

พร้อมกันนี้เขายังได้แนะนำอีกว่า สำหรับการปลูกผักกระเฉด หากต้องการหารายได้เสริมด้วยการเลี้ยงปลาด้วยก็ได้ โดยปลาที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาเลี้ยงคือ ปลาช่อน เนื่องจากเป็นปลาที่ไม่กินยอดและใบผักกระเฉด

ผักกระเฉด ของ ถเวีย คนมั่น จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนสู้ชีวิต ที่ได้ไปลุยสวนของเขามาในครั้งนี้

 

หน้า 88