จริยธรรมของฝ่ายอำนวยการ

        

         ฝ่ายอำนวยการกับผู้บังคับบัญชานั้น   มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกกันไม่ออก  ฝ่ายอำนวยการบางท่านอาจ
ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชา    หรือผู้บังคับบัญชาอาจได้รับการโยกย้ายไปเป็นฝ่ายอำนวยการของหน่วยเหนือ โดยได้รับพระราชทานยศสูงขึ้นก็ได้ จึงสามารถใช้หลักจริยธรรมนี้ควบคู่ร่วมกันไปได้อย่างกลมกลืนไม่มีการ
แบ่งแยก  จริยธรรม   พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในชาดก  ขุททกนิกาย   ถึงเรื่องข้าราชการที่ดี   ผู้นำที่ดี    และนักรบที่ดี 
จะต้องมีคุณสมบัติ  ดังนี้คือ

     1.  ฟังเป็น และพูดให้เขาฟังเป็น

     2.  ขจัดอารมณ์ร้ายได้

     3.  ทนทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทนถูกด่าว่า และทนต่อสิ่งเย้ายวนทั้งหลายได้

     4.  ปฏิบัติราชการได้คล่องแคล่ว และรวดเร็ว          

     5.  มีปัญญาสุขุม และมีความคิดอ่านที่ดี มองการณ์ไกล

     6.  ตื่นตัว ทันโลก มีแผนงานล่วงหน้า ไม่ประมาท เตรียมรับสถานการณ์อยู่เสมอ

     7.  เป็นคนเอางาน ทำงานเก่ง ขยันขันแข็ง

     8.  จำแนกเหตุได้ถูกต้อง แบ่งงาน แบ่งบุคคลได้เหมาะสมแก่งาน

     9.  มีความเมตตากรุณา มีศีลธรรมประจำใจ มีความประพฤติดี

   10.  มีการสอดส่อง ติดตามงาน

   11.  สามารถในการค้นหามูลเหตุแห่งปัญญา และแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้อง

   13.  สร้างมิตรภาพกับผู้อื่น

   14.  เป็นคนใจคอกว้างขวาง หนักแน่น เชื่อมั่นในตัวเอง สามารถในการนำผู้อื่นได้

   15.  ฝึกฝนปัญญาตนเองให้ฉลาด

   16.  เป็นคนรอบรู้ พหูสูต คงแก่เรียน มีปัญญา

   17.  ไม่ละเลยหน้าที่

   18.  เป็นสัตตบุรุษ

   19.  รอบรู้ในการตั้งกองทัพ สามารถทำให้อาวุธตกไปได้ไกล ยิงแม่นรู้เป้า ทำลายขุมกำลังได้

   20.  เฉลียวฉลาด องอาจ แกล้วกล้า เป็นนักสู้องอาจ ไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้ามพรั่นพรึงสะดุ้งตกใจกลัว

   21.  มีวินัยดี แนะนำผู้อื่น มีความสุภาพอ่อนโยน

   22.  เป็นคนสุจริต ไม่โลภ

   23.  เคารพผู้ใหญ่ในราชการ

   24.  รู้จักประมาณตัว ระมัดระวังตัว

   25.  เข้ากับผู้อื่นได้

   26.  ใคร่ครวญพิจารณาให้รอบคอบก่อนจึงทำ

   27.  สามารถพูดชักจูงคนฟังให้เห็นคล้อยตาม

   28.  ฉลาดรอบรู้ในสิ่งที่มีคุณ มีโทษต่อบ้านเมือง

   29.  เป็นคนสุภาพ ไม่ทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น

   30.  ฉลาด รอบรู้ กล้าหาญ จำแม่น คงแก่เรียน ประพฤติดี

     แม้ว่าความรับผิดชอบจะเป็นของผู้บังคับบัญชาๅแต่ผู้เดียวก็ตาม แต่เมื่อความล้มเหลวใดๆ เกิดขึ้น 
     ฝ่ายอำนวยการซึ่งเป็นมันสมองของหน่วย  จะเป็นผู้ปลอดมลทินก็หาไม่

 

   จริยธรรมในการปลูกฝังความสามัคคีในหน่วย

     1.  พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และพร้อมที่จะแก้ไขความคิดเห็นที่ผิดของตน
          อย่ามีทิฎฐิมานะ ดื้อรั้น
                      

     2.  เป็นคนหนักแน่นเมื่อไดยินได้ฟังสิ่งใดแล้ว ใช้ความคิดอย่างสุขุม ไม่หลงเชื่อคนอื่นโดย
          ไม่มีเหตุผลเพียงพอ

     3.  มองคนอื่นในแง่ดี แผ่เมตตา คิดนึกถึงความดีในตัวคนอื่น ซึ่งจะก่อให้เกิดความรักใคร่นับถือกัน
          อย่ามุ่งแต่จะคอยจับผิดเขา

     4.  รู้จักให้เกียรติแก่คนอื่น อ่อนน้อมถ่อมตน ผิดแล้วขอโทษทันที อย่าดันทุรังผิดแล้วไม่ยอมรับผิด

     5.  มีนิสัยโอบอ้อมอารี เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ของคนอื่น และไม่ถือสาในความล่วงเกินเพียงเล็กน้อย
          รู้จักการให้อภัยเสมอ

     6.  อย่าเป็นคนหูเบา เชื่อคำส่อเสียดยุยงของผู้อื่น ทำให้เกิดแตกแยกกัน ทั้งตนเองจะต้องไม่พูดจาก้าวร้าว
          ส่อเสียด  ใส่
ร้ายผู้อื่นด้วย

     7.  อย่าพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม อันจะเป็นเหตุให้แตกคอกันในหน่วยงาน

     8.  อย่าเป็นคนโมโหฉุนเฉียว โกรธง่าย ใจน้อย อารมณ์ร้อนแรง ทำอะไรเอาแต่ใจตัว
          อันจะเป็นนิสัยที่คบคนไม่ติด

 

   จริยธรรมในการเข้าถึงจิตใจประชาชน

     1.  มีการเสียสละอย่างสูงต่อประชาชนที่มาติดต่อ

     2.  พูดจาไพเราะอ่อนหวาน สุภาพนุ่มนวล ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โอบอ้อมอารี เป็นกันเองไม่ถือตัว
          หรือวางตัวมีอำนาจเหนือประชาชน

     3.  บำเพ็ญประโยชน์เพื่อความผาสุขของประชาชน

     4.  มีเจตนาบริสุทธิ์

     5.  ฟังเสียงประชาชน และพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาที่ดีของเขา

     6.  ให้แนวความคิดที่ดี ที่ถูกต้องแก่ประชาชน

     7.  มีทัศนคติที่ถูกต้องตามคัลลองคลองธรรม

     8.  กระทำตัวเป็นหลักหรือผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ เป็นที่พึ่งของประชาชนทั่วไปได้

     9.  วางตัวให้เหมาะสมกับความรับผิดชอบในหน้าที่

 

   ความซื่อสัตย์ 5 สถาน

      1.  ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน

      2.  ซื่อสัตย์ต่อบุคคล

      3.  ซื่อสัตย์ต่อหมู่คณะ

      4.  ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ และพระมหากษัตริย์

      5.  ซื่อสัตย์ต่อความดี

 

   ความประพฤติดี  10 ประการ

      1.   มีความเสียสละ

      2.   มีความเมตตากรุณา

      3.   มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง

      4.   พูดความจริง

      5.   พูดสุภาพอ่อนโยน

      6.   พูดให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี

      7.   พูดมีสาระ

      8.   มีเจตนาที่ดีที่จะช่วยเหลือผู้อื่น

      9.   ปกป้องทรัพย์สินของผู้อื่น และประเทศชาติ

    10.   ประพฤติชอบทางเพศ

 

   ละเว้นการประพฤติชั่ว  10 ประการ

      1.    ความโลภ

      2.    ความโหดร้ายทารุณ

      3.    ความเห็นผิด

      4.    การพูดเท็จ

      5.    การพูดจาหยาบคาย

      6.    การพูดส่อเสียดยุยงให้แตกความสามัคคี

      7.    การพูดเหลวไหลไร้สาระ

      8.    การเบียดเบียนผู้อื่น

      9.    การฉ้อโกง ขโมย ทั้งทรัพย์สินของผู้อื่น และของทางราชการ

    10.    การประพฤติผิดทางเพศ

 

   จริยธรรมของนักปกครอง  10 ประการ

      1.    มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

      2.    มีระเบียบวินัย

      3.    อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

      4.    มีความซื่อตรง

      5.    มีความอ่อนโยน

      6.    มีการตัดสินใจเด็ดขาด

      7.    ไม่ลุอำนาจโทสะ

      8.    ไม่เบียดเบียนผู้อยู่ใต้ปกครอง

      9.    มีความเข้มแข็งอดทน

    10.    ใจซื่อมือสะอาด

 

   การสร้างความสำเร็จในภารกิจ

       1.    มีความพอใจในภารกิจนั้นๆ

       2.    มีความเพียรในการปฏิบัติภารกิจ

       3.    มีความเอาใจใส่ในการปฏิบัติภารกิจ

       4.    ใช้สติปัญญาอย่างรอบคอบ ใคร่ครวญแก้ไขในการปฏิบัติหน้าที่

 

   คุณธรรมของสัตบุรุษ (สัปปุรุษ) GENTLEMAN 7   ประการ

       1.     รู้จักเหตุ

       2.     รู้จักผล

       3.     รู้จักตนและหน้าที่ของตน

       4.     รู้จักประมาณในการต่างๆ เช่น การพูด การกิน  การนอน  การใช้จ่าย ฯลฯ

       5.     รู้จักใช้เวลาให้ถูกต้อง เหมาะสมว่า เวลาไหนควรทำอะไร

       6.     รู้จักสังคม และการวางตัวในสังคม ว่าแต่ละแห่งควรจะกระทำตัวอย่างไร

       7.     รู้จักแยกแยะบุคคลในสังคม ว่าใครเป็นอย่างไร คนดี - ไม่ดี ควรคบ - ไม่ควรคบ

 

 

   พรหมวิหารธรรม 4 ประการ

       1.     มีเมตตา

       2.     มีกรุณา

       3.     มีมุทิตา (ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่อิจฉาริษยา)

       4.     มีอุเบกขา  

 

   สิ่งที่ผู้น้อยพึงปฏิบัติต่อผู้ใหญ่  6 ประการ

       1.     มีความเคารพยำเกรง

       2.     ไม่เย่อหยิ่ง อวดดี ถือรั้น

       3.     รู้จักพอ

       4.     มีความกตัญญูกตเวที

       5.     มีความอดทน

       6.     ว่านอนสอนง่าย พูดรู้เรื่อง

 

   “เวสารัชชกรณธรรม” (ธรรมที่ก่อให้เกิดความกล้าหาญ) 5 ประการ

       1.   ศรัทธา         มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ควรเชื่อ

       2.   ศีล               รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย

       3.   พาหุสัจจะ     เป็นผู้ฟังมาก ศึกษามาก มีความมั่นใจในตนเอง

       4.   วิริยารัมภะ    ปรารภความเพียร ไม่รู้จักย่อหย่อน

       5.   ปัญญา         ความรอบรู้สิ่งที่ควรรู้

 

   “สิ่งที่ใจต้องระวัง” (ไม่ให้เกิดในจิตใจตน)   16 ประการ

       1.   ไม่อยากได้สิ่งของ ๆ เพื่อนร่วมงาน หน่วยงาน ประเทศชาติ

       2.   ไม่คิดร้ายต่อเพื่อนร่วมงาน หน่วยงาน ประเทศชาติ

       3.   ไม่โกรธ

       4.   ไม่ผูกใจเจ็บ

       5.   ไม่ลบหลู่คุณท่าน

       6.   ไม่ตีเสมอ

       7.   ไม่ริษยา

       8.   ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว

       9.   ไม่เจ้าเล่ห์                                  

     10.   ไม่โอ้อวด

     11.   ไม่ดื้อด้าน ดึงดัน

     12.   ไม่แข่งดี

     13.   ไม่ถือตัว

     14.   ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น                         

     15.   ไม่มัวเมา งมงาย

     16.   ไม่เลินเล่อเผลอเพลิน ลืมตัว

 

   “สิ่งที่เป็นมงคลสำหรับชีวิต” มีอยู่ 38 ประการ

       1.   ไม่คบคนชั่วเป็นเพื่อนร่วมงาน

       2.    คบคนดีเป็นเพื่อนร่วมงาน

       3.    ยกย่องเชิดชูบูชาคนที่ควรบูชา

       4.    สังสรรค์พูดคุยกับผู้ที่ทรงคุณวุฒิ มีการศึกษาดี

       5.    สร้างสมคุณธรรมความดีงามไว้แต่ต้นมือ

       6.    ตั้งตนไว้ชอบ ไม่ประพฤติชั่วเสียหาย

       7.    หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

       8.    มีศิลปะในการทำงาน

       9.    มีระเบียบวินัย มีศีลมีสัตย์ มีความประพฤติดี

     10.    มีวาจาสุภาษิต

     11.    เลี้ยงดูตอบแทนคุณพ่อแม่

     12.    สงเคราะห์บุตร ภรรยา ให้ได้รับความสุข ไม่ทิ้งขว้าง นอกใจ

     13.    ไม่ปล่อยให้งานในหน้าที่คั่งค้างอากูล

     14.    อนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยสิ่งที่ควรให้

     15.    ประพฤติกุศลกรรมทางกาย วาจา ใจ

     16.    สงเคราะห์ญาติ และช่วยเหลือผู้ร่วมงาน

     17.    ทำการงานที่ไร้โทษ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

     18.    งดการกระทำชั่ว

     19.    เว้นอกุศลกรรม กาย วาจา ใจ

     20.    เว้นการดื่ม และเสพของเสพติด

     21.    อย่าประมาทในการประพฤติธรรม ความดีงาม 

     22.    เคารพนับถือผู้ที่ควรเคารพนับถือ

     23.    ไม่เย่อหยิ่งอวดดี หรือเบ่ง หยิ่งยโส

     24.    พอใจในลาภยศหรือสิ่งที่ได้มาโดยสุจริต ไม่โลภอยากได้ของๆใคร

     25.    มีความกตัญญูกตเวที

     26.    ฟังธรรมตามกาลอันควร เพื่อพัฒนาจิตใจตนเองให้สูงขึ้น มีคุณธรรมดีขึ้น

     27.    อดทน

     28.    ว่างาย ไม่ดึงดันจะเอาชนะด้วยอารมณ์

     29.    พยายามพบสมณะผู้สงบ อันเป็นบุคคลตัวอย่างแห่งความดี

     30.    พูดแต่เรื่องที่มีประโยชน์แก่ส่วนรวม แก่ประเทศชาติ สนทนาธรรมตามการอันควร

     31.    มีความเพียร

     32.    ประพฤติพรหมจรรย์

     33.    เห็นแจ้งอริยสัจ 4

     34.    ทำพระนิพพานให้แจ้ง

     35.    มีใจมั่นคงไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม 8 อันได้แก่ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ  มีสุข  มีทุกข์ 
              มีสรรเสริฐนินทา

     36.    ความไม่รู้จักเศร้าโศก เหี่ยวแห้งใจ

     37.    ความมีใจปราศจากกิเลสธุลี

     38.    ความมีใจพ้นจากกิเลส

 

   “สิ่งที่เป็นมลทินทำให้ชีวิตเศร้าหมอง” 8 ประการ

       1.    การไม่ท่องบ่นตำรา วิชาการ เป็นมลทินของความรู้

       2.    การไม่ขยันในกิจการงาน หน้าที่ที่รับผิดชอบหรือได้รับมอบจากผู้บังคับบัญชา

       3.    ความเกียจคร้าน

       4.    ความประมาท

       5.    ความไม่ซื่อสัตย์ ทรยศ นอกใจ

       6.    ความตระหนี่

       7.    บาปธรรม

       8.    อวิชชา

 

   “คุณลักษณะผู้นำ 17 ประการ”

       1.    มีความซื่อสัตย์สุจริต

       2.    มีความรู้ดี

       3.    มีความกล้าหาญ

       4.    มีความริเริ่ม

       5.    มีความตัดสินใจที่ดี

       6.    มีมนุษยสัมพันธ์สูง

       7.    มีความยุติธรรม

       8.    เป็นที่ไว้วางใจได้

       9.    มีความสง่าผ่าเผย

     10.    มีความอดทน

     11.    มีความกระตือรือร้น 

     12.    ไม่เห็นแก่ตัว

     13.    ทันต่อเหตุการณ์

     14.    มีดุลยพินิจที่ถูกต้อง

     15.    มีความจงรักภักดี

     16.    มีการสมาคมดี

     17.    รู้จักบังคับตัวเอง

 

   “ขวัญดีหรือขวัญเลวขึ้นอยู่กับอะไร”

    ขวัญของผู้ใต้บังคับบัญชาจะดีได้ด้วยเหตุดังนี้   

       1.    เขาได้ทำงานที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของเขา

       2.    ตำแหน่งหน้าที่ของเขามีความมั่นคง ผู้บังคับบัญชาเห็นความสำคัญ

       3.    รายได้พอใช้ ไม่เป็นหนี้เป็นสินอย่างมากมาย

       4.    ได้ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

       5.    ให้เขารู้สึกว่ามีโอกาสก้าวหน้า มีความหวังที่จะเห็นหน่วยเจริญขึ้น

       6.    ให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันกับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานอื่นๆในหน่วย
              ไม่ถูกแบ่งพรรค แบ่งพวก  จับกุ่มนินทาว่าร้าย

       7.    ได้รับคำยกย่องชมเชยบ้างเมื่อทำดี

       8.    ให้เขามีส่วนทราบถึงนโยบาย แผนงาน การเปลี่ยนแปลง และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในหน่วยงาน
              ของเขาโดย
ตลอด ไม่ใช่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย

       9.    ผู้บังคับบัญชาของเขามีความเป็นผู้นำ และมีความสามารถในการบริหารงานอย่างดี   มีกุศโลบาย
              ในการครองใจผู้ใต้บังคับบัญชา

     10.    ให้เขาได้มีโอกาสพูดคุยแสดงความคิดเห็น ได้ระบายความอัดอั้นหรืออุปสรรคที่ทำให้งานดำเนินไป
              อย่างเชื่องช้า หรือไม่สำเร็จ ให้มีโอกาสแก้ไขปรับปรุง

     11.    ให้เขาได้ภูมิใจที่เห็นผู้บังคับบัญชาสนใจ และติดตามงานที่ได้มอบหมายแก่เขา

     12.    ให้กำลังใจ ดูแล จัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานให้อย่างเพียงพอ   เช่น  โทรศัพท์
              
เครื่องพิมพ์ดีด  เสมียนพิมพ์ดีด ฯลฯ

     13.    ผู้บังคับบัญชาจะต้องปกป้องไม่เอาตัวรอดเมื่อมอบงานให้แล้วเกิดล้มเหลวหรือไม่ได้ผล

 

   ขวัญของผู้ใต้บังคับบัญชาจะตกต่ำได้ เพราะเหตุดังนี้

        1.   เห็นคนทำดีแล้วไม่ได้ดี อภิสิทธิ์ในหน่วยไม่เหมือนกัน

        2.   ถูกดุด่าเมื่อกระทำความผิด แต่เมื่อทำความดีไม่เคยได้รับคำยกย่องชมเชย

        3.   มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก    การจับกลุ่ม    การนินทาว่าร้าย     การยุยงเสียดสี    การอิจฉาริษยา
              การโยนกลอง   การคอยจับผิด   การไม่ให้ความร่วมมือเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายภายในหน่วย

        

   เทคนิคในการประสานงาน

              หน้าที่สำคัญของฝ่ายอำนวยการก็คือ การประสานงาน  ซึ่งในการประสานงานนั้นสิ่งที่ทุกคน
   ต้องการก็คือ 
“ความร่วมมือ”

              ความร่วมมือจะบังเกิดขึ้นได้ด้วยการวางตัว การปฏิบัติตนของฝ่ายอำนวยการ  เพื่อให้เกิด
   ความเข้าใจดีต่อกัน  การให้เกียรติยกย่องซึ่งกันและกัน การรู้จักชักจูงใจ  และสื่อความหมายให้ผู้อื่น
   มีความเข้าใจและเห็นคล้อยตาม  เกิดความเป็นมิตรอยากให้ความช่วยเหลือ

 

   โดยปกติบุคคลที่เราไปประสานงานมักมีด้วยกัน  6 ประเภท คือ

        1.   ประเภทมีสมรรถภาพสูงและมีคุณธรรม คนพวกนี้มักมีความจริงใจ ยินดีรับการประสานงาน
              ให้ความร่วมมือ  ช่วยเหลือเป็นอย่างดี

        2.   ประเภทหย่อนสมรรถภาพและหย่อนคุณธรรม มักจะช่วยแต่ปาก เอาเข้าจริงช่วยอะไรไม่ได้

        3.   ประเภทเฉื่อยชา ได้แก่พวกไม่ใยดีอะไรทั้งนั้น

        4.   ประเภทต้องหยอดน้ำมัน ต้องใช้เงินเข้าแก้ไขความขลุกขลักล่าช้า

        5.   ประเภทยึดถือตัวบุคคล ถ้าอ้างผู้ใหญ่ หรือเส้นสาย หรือคนของคนนั้นคนนี้ จึงจะรีบทำให้ คนพวกนี้
              มักจะสร้างความนิยมแก่ผู้ใหญ่      หรือผู้บังคับบัญชาที่กำลังมีชื่อเสียง  มักจะเลือกประจบเอาใจคน
              ที่มี
อำนาจและให้คุณให้โทษได้ คนประเภทนี้มักไม่เคร่งระเบียบแบบแผนเท่าใดนัก

        6.   ประเภทยึดหลักการแจ ถือประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก ผิดนิดผิดหน่อยในเรื่องหยุมหยิม
              จะไม่ยอมเด็ดขาด

 

   อย่างไรก็ดีฝ่ายอำนวยการควรปรับปรุงตัวให้เป็นคนที่ใครๆอยากติดต่อประสานงานและ
   คบค้าสมาคมอยู่เสมอ คือ

         1.    เป็นผู้มีใจคอกว้างขวาง ใจดีไม่ตระหนี่ คับแคบ

         2.    มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในโอกาส และจังหวะอันเหมาะสม

         3.    มีความตรงต่อเวลา ทำอะไรเสร็จภายในกำหนด ไม่โอ้เอ้ ยืดยาด ผลัดวันประกันพรุ่ง

         4.    มีความยุติธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต

         5.    มีความหนักแน่น ไม่หูเบาเชื่อคนง่าย

         6.    มีความขยันขันแข็งในกิจการงาน เสียสละและกล้ารับผิด

         7.    อ่อนหวานด้วยน้ำใจไมตรี มีวาจานอบน้อมสุภาพ ผูกมิตรมากกว่าจะชวนเกิดเรื่อง

         8.    รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา

         9.    เป็นคนที่เข้าพบได้ง่าย

       10.    มีความเป็นอยุ่ค่อนข้างง่าย ไม่ถือตัว

       11.    ใจคอชื่นบาน รู้จักชมคน และให้กำลังใจ

       12.    ไม่มุทะลุดุด่า ก้าวร้าว ฉุนเฉียวง่าย โกรธง่าย

       13.    รู้จักให้เกียรติผู้อื่น

       14.    ไม่โลเล เปลี่ยนใจง่าย

       15.    รู้จักถนอมน้ำใจคน

       16.    รักษาบุคคลิกที่ดีเด่นของตนอย่างถูกต้อง การแต่งกายสะอาด ตบแต่งทรงผมเรียบร้อยทะมัดทะแมง
                รองเท้า  เครื่องหมายขัดมัน   ไม่หมองคล้ำ     พูดจาฉะฉานชัดถ้อยชัดคำไม่อ้อมแอ้ม หรือพูดรัวจน
                ผู้ประสานงานฟังไม่ทัน

       17.    รู้จักใช้อำนาจหน้าที่ไปโดยอัตโนมัติ โดยผู้ที่รับการประสานงานอยู่นั้น  แทบจะไม่รู้ตัวว่าเรากำลังใช้
                อำนาจหน้าที่อยู่ ในขณะที่ประสานงาน

 

   มารยาทของฝ่ายอำนวยการ

               มารยาท หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อย     ซึ่งบางขณะต้องประกอบด้วยการเสียสละและ
     ความพอใจส่วนตัว เพื่อทำความพอใจให้กับผู้อื่น    มารยาทนับเป็นพฤติกรรมทางสังคม   ซึ่งแสดงออกทาง
     ความคิดและกิริยา    ถ้าอยู่คนเดียวก็สามารถปฏิบัติตนได้ตามความพอใจ แต่เมื่ออยู่รวมกันหลายคนใน สังคม     จำเป็นจะต้องมี  มารยาท  เพื่อความสะดวกราบรื่นในการประสานงาน

 

   มารยาทในการเข้าพบผู้มีอาวุโสสูงกว่า

         1.    ถ้ามี ทส. ต้องติดต่อผ่านทาง ทส.

         2.    เคาะประตู ถ้าไม่คุ้นเคยกันควรแนะนำตัว หรือรายงานตัว

         3.    ไม่ควรควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ในห้องที่เจ้าของห้องไม่สูบบุหรี่

         4.    ไม่ควรขอเข้าพบพร่ำเพรื่อ และนั่งคุยนาน ทำให้เจ้าของห้องเกิดความรำคาญ

         5.    ไม่ควรเข้าพบใกล้เวลาอาหาร หรือถ่วงเวลาให้ใกล้เวลาอาหาร จะได้รับการเชิญชวนให้ไปรับประทาน
                อาหารด้วย เป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

         6.    ไม่ควรพาเพื่อนฝูง หรือบุตรหลานไปด้วย อาจจะก่อความรำคาญโดยใช่เหตุ  

 

   การต้อนรับผู้มาประสานงาน

         1.    ควรจะมีกิริยายิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายด้วยถ้อยคำสุภาพไม่เกรี้ยวกราด

         2.    เชิญให้นั่งในที่อันควร จัดหาน้ำร้อนหรือเย็นตามสมควร

         3.   ไม่ควรถามเขาว่า “มาธุระอะไร” ให้รอจนกว่าผู้ประสานงานเอ่ยปาก

         4.   ถ้าถึงเวลาอาหาร ให้ชวนเขาร่วมรับประทานด้วย

         5.   เจ้าของสำนักงานควรชวนคุย ไม่ให้ผู้มาประสานงานเกิดความว้าเหว่ ไม่ควรแสดงกิริยารังเกียจ
               บอกบุญไม่รับ

         6.   อย่าสูบบุหรี่ และนั่งพูดกับผู้มีอาวุโสสูงกว่า ที่เข้ามาประสานงาน

         7.   ถ้าเขามาขอความช่วยเหลือ จะต้องช่วยเหลือตามสมควร หากขัดข้องควรพูดชี้แจงให้เข้าใจโดยสุภาพ

         8.   เจ้าของสำนักงานไม่ควรพูดขัดคอผู้มาประสานงาน และในเวลาเขากลับถ้าเป็นผู้อาวุโสกว่าควรลุกขึ้น
               ตามไปส่งที่ประตูสำนักงาน แต่ถ้ามีแขกผู้ใหญ่กว่ายังนั่งอยู่ในห้องอีกก็ไม่จำเป็น

 

   มารยาทในการประชุม

         1.   ไม่ควรมีอารมณ์ขุ่นมัว ค้านดะไม่ว่าเรื่องอะไร

         2.   ไม่ควรเอาเรื่องเกลียดชังกันเป็นการส่วนตัวมาเป็นสาเหตุการคัดค้าน หรือไม่เห็นด้วย

         3.   ไม่ควรใช้คำถามแบบฉีกหน้า หรือดูถูกภูมิปัญญาของผู้เข้าร่วมประชุม ควรใช้ถ้อยคำสุภาพ
               ไม่พูดด้วยอารมณ์โกรธ หรือไม่พอใจ

         4.   อย่าพูดครึ่งๆกลางๆ ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมไม่เข้าใจประเด็น

         5.   หลีกเลี่ยงการโต้เถียงแบบเอาความคิดเห็นของหมู่คณะตนเป็นใหญ่

         6.   ยอมรับกันที่เหตุผล ข้อเท็จจริง และการตกลงใจของประธาน อย่าดันทุรัง เมื่อประธานตกลงใจ
               ไปแล้วต้องร่วมมือปฏิบัติ  มิใช่มาคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยนอกห้องประชุมอยู่ต่อไป

         7.   เมื่อที่ประชุมตกลงใจไม่เอาตามความคิดเห็นของตน อย่าแสดงกิริยาไม่พอใจ ด้วยการลุกไปเสีย
               จากที่ประชุมแล้วไม่กลับเข้ามาอีก

         8.   ไม่ควรถามรายละเอียดในลักษณะต้อนให้เขาจนมุม

 

   มารยาทในโต๊ะอาหาร

         1.   แต่งกายให้เรียบร้อย

         2.   ไม่ไปช้ากว่าเวลาที่กำหนด ควรให้ถึงก่อนไว้ประมาณ 15 นาที เผื่อการจราจรหรือเหตุขัดข้องอื่นๆ         

         3.   ไม่ควรนั่งก่อนสุภาพสตรี หรือก่อนเจ้าภาพจะมา หรือก่อนเจ้าภาพหรือประธานจะเชิญให้นั่ง
                การรับประทานก็เช่นกัน  ควรรอประธานก่อน

         4.   เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว   ไม่ควรแนะนำให้ใครต่อใครรู้จักกัน   แต่ควรแนะนำก่อนการรับประทานอาหาร
               หรือเมื่อ
รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว

         5.   ขณะรับประทานอาหารต้องระวังการไอ จาม บ้วน ขาก ลงในจาน เพราะเป็นกริยาที่ไม่ดี
              
แต่ถ้าจำเป็นต้องกระทำควรใช้ผ้าป้องปาก

         6.   อย่าร้องรำทำเพลงในโต๊ะอาหาร

         7.   อย่าทิ้งสิ่งของ เช่น เปลือกส้ม กระดาษเช็ดมือ ไม้จิ้มฟัน ลงใต้โต๊ะหรือบนพื้นสนามหญ้าที่จัดเลี้ยง

         8.   อย่านำหนังสือใด ๆ มาอ่านในโต๊ะอาหาร

         9.   อย่าแสดงกิริยาซุ่มซ่าม หรือหิวจัด ลุกลี้รุกรน แย่งกันตักอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ที่เจ้าภาพเขาจัดเลี้ยง
               และอย่า
พยายามทำทัพพี  ช้อน  ตะเกียบ  ตกเปรื่องปร่าง เป็นที่น่ารำคาญและดูหมิ่นจากเจ้าภาพ

       10.   อย่านั่ง แบบปล่อยอารมณ์ตามสบาย หรือนั่งโยกเก้าอี้

       11.   อย่าจิ้มฟันในเวลารับประทานอาหาร       อย่าคาบไม้จิ้มฟันเล่น ถ้าจำเป็นจะต้องจิ้มฟันให้ใช้มือป้อง

       12.   อย่าพูดเมื่อมีอาหารอยู่เต็มปาก

       13.   อย่าสูบบุหรี่ให้ควันรมประธานหรือเจ้าภาพ หรือรมเพื่อนข้างเคียง

       14.   ต้องเอื่อเฟื้อช่วยเหลือสตรีที่นั่งข้างเคียงตามสมควรที่เอื้อเฟื้อได้      

       15.   อย่าถามหรือคายกระดูกจากปากลงในจานอาหาร

       16.   อย่าเสพสุราจนมึนเมาแสดงกิริยา “วัวเห็นแก่หญ้า ขี้ข้าเห็นแก่กิน”

       17.   การรับประทานขนมปัง   ควรบิเป็นชิ้นเล็ก ๆ   ไม่ควรกัดกรามรับประทานทั้งก้อนหรือทั้งแผ่น
               และไม่ควรบิ
ขนมปังชิ้นใหญ่ ๆ ใส่ลงไปในซุป

       18.   อย่าส่งเสียงโฮกฮากเวลาซดซุป หรือตักอาหารเข้าปากคำโตเกินไป การรับประทานอาหาร
               แบบบุฟเฟต์นั้นไม่
พอไปตักใหม่ได้  ไม่ควรตักมาเสียพูนจานจนเหลือ  แล้วคนหลัง ๆ ที่เข้าคิวตัก
               เหลือแต่น้ำแกงและเศษผักที่ เหลือ ๆ อยู่เท่านั้น

       19.   เมื่อสุภาพสตรียังนั่งอยู่ สุภาพบุรุษไม่ควรสูบบุหรี่ ถ้าจำเป็นจะต้องสูบให้ได้ ควรกล่าวคำขออนุญาต
               เพื่อมรรยาทอันดีงาม

       20.   เมื่อเสร็จจากรับประทานอาหารแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องพับผ้าเช็ดมือ หรือหยิบโน่นจับนี่เล่น
              
เป็นการแก้ขวย

       21.   อย่าทิ้งช้อนกาแฟไว้ในถ้วยกาแฟ เมื่อคนกาแฟเสร็จแล้วควรวางไว้ในจานรองถ้วย

       22.   เมื่อเป็นเจ้าภาพไม่ควรอิ่มก่อนแขก หรืออ้างว่ารับประทานมาแล้วจึงนั่งเฉย ๆ ไม่รับประทาน
               การขอร้องแขก ให้
เติมอาหารอีกต้องกระทำให้เหมาะสม ไม่ควรฝืนใจแขก หรือแสดงอาการไม่พอใจ
               ที่แขกไม่ปฏิบัติตามที่ตนขอร้อง

       23.  ไม่ควรใช้โต๊ะอาหาร หรือห้องกาแฟ เป็นสถานที่นินทาส่อเสียดผู้หนึ่งผู้ใด และเมื่ออิ่มไม่ควรลุก
              จากโต๊ะไปตาม
ลำพัง   ควรรอลุกพร้อมกับผู้อื่น

 

   มารยาทในการสนทนา

         1.   อย่าพูดมากนัก พูดเท่าที่จำเป็น และเป็นผู้ฟังให้มาก ๆ

         2.   อย่าพูดถึงแต่เรื่องตัวเองมากเกินไป จะทำให้คนอื่นเขาเบื่อ

         3.   อย่าบ่นถึงเคราะห์กรรมใด ๆ การบ่นดังกล่าวเป็นการแสดงความอ่อนแอในตน หรือเป็นการ
               ทับถมตนเอง อาจ
ถูกคนสมน้ำหน้า

         4.   อย่าถ่อมตัวมากเกินไป หรือพินอบพิเทาผู้อื่นมากเกินไป หรือบ่นถึงความยากจนของตนเอง
               จะเป็นเหตุให้เขา
เหยียดหยามดูหมิ่น หัวเราะเยาะ

         5.   อย่าอวดโต อวดมั่งอวดมี จะเป็นเหตุให้เขาหมั่นไส้

         6.   อย่านินทาคนในครอบครัว ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเพื่อนร่วมสำนักงานให้คนอื่นฟัง

         7.   อย่าบ่นว่าไม่ชอบใครต่อใคร เพราะจะเป็นการแสดงว่าตนคบใครไม่ได้

         8.   อย่าบ่นต่อใคร ๆ ว่ามีผู้ชังตน เพราะจะเป็นการแสดงว่าตนคงจะมีอะไรบกพร่อง  จึงมีผู้ไม่ชอบ

         9.   อย่าเอาความลับของเพื่อนร่วมงานมาล้อเลียนเล่น

       10.   อย่ากล่าวคำหยาบหรือใช้วาจาสามหาวอันจะเป็นที่รังเกียจแก่ผู้อื่น

       11.   อย่าติเตียนผู้ที่ตนเคารพ เช่น บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชาเหนือตน เพราะจะแสดงว่า
               ตนเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน

       12.   อย่าปัดความหวังดีของเพื่อน อย่างน้อยจะต้องขอบใจในความหวังดีนั้น

       13.   อย่าขัดคอ หรือโต้เถียงจนเกินควร เมื่อแน่ใจว่าความคิดเห็นจะไม่ลงรอยกัน ก็ควรสงบเสียข้างหนึ่ง
               ดีกว่า   อย่าคิดเอาชนะคะคานจะเป็นเหตุให้หมางใจกันได้ง่าย ระลึกคำพูดที่ว่า
“แพ้เป็นพระ
               ชนะเป็นมาร”   ไว้เป็นเครื่องปลอบใจตน

       14.   เมื่อจะทักทายปราศรัยกับใคร จงระวังอย่าใช้คำพูดที่ทำให้คู่สนทนาได้รับความอับอายขายหน้าแก่
               ผู้ร่วมวงสนทนา ไม่ว่าจะเป็นการถามข่าวหรือหยุดสัพยอกหยอกล้อกัน

       15.   พยายามหลีกเลี่ยงการพูด หรือคุยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่อง   การเมือง  การศาสนา ในงานสังคม
               ที่มิใช่
งานนั้นโดยเฉพาะ เพราะอาจก่อให้เกิดการถกเถียงแตกคอกันได้

       16.   ถ้าเราแต่งกายด้วยเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับ แล้วมีคนมาชมง่าสวยงาม และถ้าเขามิได้ถามราคา
               จงอย่า
บอกราคาแก่เขาเป็นอันขาด ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราเห็นคนอื่นแต่งการสวยงาม จงอย่า
               สอบถามราคาเขาจะเป็นมรรยาทที่มิบังควร

       17.   ขณะเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ระหว่างเพื่อนฝูง หรือมีบุคคลอื่นร่วมด้วยก็ตาม อย่าพูดถึงรางร้ายต่าง ๆ
               เช่น เรือ
ล่ม รถคว่ำ หรืออุบัติเหตุใด ๆ ก็ตาม

       18.   อย่าพูดจาเหยียดหยามผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นในทางความคิดเห็น ความรู้ หรือฐานะความเป็นอยู่ของเขา

       19.   ต้องเป็นคนมีสัจจะวาจา   เมื่อรับปากกับใครไว้อย่างไรปฏิโดยเคร่งครัด ดังนั้น ก่อนจะรับปากอะไร
               กับใคร 
ต้องคิดใคร่ครวญให้จงหนักว่าจะทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้อย่าฝืนใจรับปากเขา
               มิฉะนั้น ต่อไปจะไม่มีใครเชื่อถือ

       20.   การกล่าวคำชมเชย    จงกล่าวเพียงพอเหมาะพอควร     อย่าให้กลายเป็นการยกยอเกินความจริง

       21.   อย่ากล่าวคำวิพากษ์ วิจารณ์ ในสิ่งที่ไม่เป็นมงคล โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์สุภาพสตรี
               เป็นมารยาทอันไม่บังควร

 

   ข้อแนะนำแด่ฝ่ายอำนวยการ

   ข้อแนะนำในการพูด

                มีหลายท่านเกิดอาการประหม่า    เคอะเขิน    ปากคอสั่นเมื่อถูกกำหนดให้ขึ้นไปพูดต่อหน้าแม่ทัพ
หรือผู้บัญชาการกองพล  บางคนพูนแบบอ่านตำราชวนง่วงนอน  บางคนพูดน้ำท้วมทุ่งจับใจความไม่ได้
ฉะนั้น ข้อย่อยต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ได้บ้าง

         1.   การพูดที่ดีนั้น ผู้พูดจะต้องพยายามสร้างความรู้สึกเป็นกันเองกับผู้ฟังไปทีละน้อย ๆ สร้าง
               บรรยากาศ  มิตรภาพ ภราดรภาพให้เกิดขึ้น

         2.   ใช้ภาษาธรรมดา ๆ ที่เข้าใจง่าย บางทีอาจใช้ภาษาท้องถิ่นหรือแม้แต่คำสะแลง มากกว่าทีจะใช้
               ภาษาวรรณคดีหรือภาษาเขียน

         3.   มีความจริงใจในเรื่องที่พูด แสดงท่าทางกระตือรือร้น

         4.   ศึกษาเรื่องที่จะพูดมาอย่างแตกฉาน จนสามารถตอบคำถามซักไซ้ไล่เรียงได้ทุกกรณี

         5.   มีความเฉลียวฉลาดในการวางโครงเรื่องที่จะพูด เรียงลำดับก่อนหลังอย่างสละสลวย ซึ่งผู้ฟังสามารถ
               มองเห็น รับรู้ เข้าใจ และติดตามผู้พูดได้เป็นเปราะ ๆ    มีอารมณ์คล้อยตาม    ทำให้อยากฟังไม่รู้จัก
               เบื่อหน่าย หรือนั่งหลับ สัปหงก

         6.   ฝึกความชำนาญในการถ่ายทอดความคิดเข้าไปประทับใจผู้ฟังด้วยเสียงดังพอเหมาะ เห็นจริงเห็นจัง
               ใช้
ท่าทางประกอบบ้างให้ดูมีชีวิตชีวา     แต่มิใช่อยู่ในลักษณะยกมือขึ้นเลื่อยไม้ในอากาศอยู่จนแล้ว
               จนเล่า หรือก่อนขึ้นต้นประโยคก็ใช้คำพูด
“อ้า ๆ ๆ”   อยู่ตลอดเวลา   ถ้าไม่อ้าก็พูดไม่ออก บางครั้ง
                ก็จำเป็นจะต้องใช้คำพูดที่ฉาดฉานพอเหมาะกับเนื้อหาในรสของเรื่องที่พูด แต่บางครั้งอาจ
ต้องการ
                ความไพเราะหรือกลมกล่อม สิ่งเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติหลังจากได้ฝึกพูดจนชำนาญแล้ว

          7.   มีไหวพริบปติพานในการตอบปัญหาผู้ฟัง รู้จักสะกดอารมณ์ไม่โกรธ แม้ขณะถูกผู้ถามถามอย่าง
                มีเจตนา
ไม่สู้ดีต่อผู้พูด

          8.   อย่าพูดชนิดมีลักษณะแข็งทื่อหรือเคร่งครัด

          9.   ถ้าเลือกเรื่องพูดได้ ต้องเลือกเรื่องที่ตนมีความชำนาญหรือช่ำชองมาก่อนแล้ว พูดมาจากความคิด
                ความเข้าใจที่ถูกต้องของตนเอง เล่าเหตุการณ์ให้ฟังเป็นตุเป็นตะคล้ายผู้ฟังเห็นเหตุการณ์ด้วย
                ตนเอง
พยายามพูดในเรื่องที่ผู้ฟังชอบและสนใจ มีค่าและมีประโยชน์ต่อผู้ฟัง

        10.   อย่าพูดว่าเวลาน้อย ผู้พูดจะต้องจำกัดเรื่องให้แคบลงจนเหมาะกับเวลา เวลาน้อยอยู่แล้วยิ่งมาพูดว่า
                เวลาน้อยก็ยิ่งเวลาน้อยลงไปใหญ่

        11.   ในการพูดครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ควรให้มีหัวข้อสำคัญมากเกินไป

        12.    การซ้อมพูดเป็นเรื่องสำคัญ หรืออาจจะอัดเทปกลับมาฟังเสียงตนเอง แล้วแก้ไขการพูดครั้งต่อ ๆ ไป

        13.    เตรียมอารมณ์ที่จะพูด อารมณ์และจิตใจนั้นเป็นสิ่งเสริมซึ่งกันและกัน เมื่อจิตใจและอารมณ์
                 ปลอดโปร่ง การพูดก็ดีไปด้วย

        14.    แต่งกายเรียบร้อย ตัดผม โกนหนวด ติดเครื่องหมายยศครบครัน ชุบเครื่องหมายโละเป็นเงางาม
                 รองเท้ามัน วางท่าทางให้สง่า จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเลื่อมใส การเดิน การยืน กระทำสอดคล้อง
                 ถูกจังหวะ การเคลื่อนไหวร่างกายขณะพูดนั้น จะต้องเกิดขึ้นจากการกระตุ้นทางจิต ซึ่งได้มาจาก
                 ความคิดที่พูดออกไปนั่นเอง ร่างกายจะปรับเข้ากับเรื่องที่พูดและสนับสนุนเนื้อเรื่องให้เห็นจริงเห็นจัง 

                 การแสดงท่าทาง การเคลื่อนไหวร่างกาย การแสดงสีหน้า เป็นเครื่องย้ำความคิด อันจะสร้าง
                 ความประทับใจให้แก่ผู้ฟังได้อย่างดูดดื่ม

        15.    ใช้ระดับความถี่ห่างของคำพูดที่ทำไม่ให้เบื่อหน่าย คือเน้นตอนที่ควรเน้น เปลี่ยนระดับเสียงแสดง
                 ถึงตอนตื่นเต้น ความกระตือรือร้น การย้ำ การแสดงความอบอุ่นใจที่มีต่อผู้ฟัง ถ้าพูดด้วยความถี่
                 ของเสียงเนิบนาบตั้งแต่ต้นตลอดปลาย จะชวนให้ผู้ฟังเบื่อหน่ายและนั่งหลับ เมื่อต้องการให้ตื่นเต้น
                 ก็ต้องพูดให้เร็ว เมื่อต้องการเน้นจุดสำคัญ ก็จะพูดให้ช้าลงและชัดถ้อยชัดคำ โดยปกติควรพูด
                
120 คำต่อนาที บางตอนควรเว้นระยะให้ผู้ฟังคิด เพื่อย้ำความสำคัญของเรื่องให้มีน้ำหนักขึ้น

         16.    ควรพูดมาจากความคิดที่บันทึกไว้ในสมอง ไม่ใช่พูดมาจากแผ่นกระดาษที่เขียนเตรียมไว้ทำให้
                  ต้องพลิกไปพลิกมาเพ่งความสนใจไปที่กระดาษ ทำให้ขาดห้วงของการสัมผัสผู้ฟัง บางครั้งผู้ฟัง
                  จับได้ว่าผู้พูดพูดขลุกขลัก นึกไม่ออก ควรใช้กระดาษแผ่นการ์ดเล็ก ๆ จดเฉพาะหัวข้อสำคัญเท่านั้น

          17.   การพูดที่ดี ควรพูดกับผู้ฟังแบบการสนทนาธรรมดาอย่างเป็นกันเอง มิใช่แบบสอนหรือบรรยาย
                  เคร่งเครียด ขาดชีวิตชีวา หรือตรงข้ามคือ เนิบนาบน่าเบื่อหน่าย เมื่อประสบการณ์ในการพูดมากขึ้น
                  ความเชื่อมั่น  ก็จะบังเกิดขึ้น ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าใด ก็ยิ่งได้รับผลสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น

 

   ข้อแนะนำในการบรรยายสรุป

            1.   สิ่งที่พึงคิดก่อนก็คือ บรรยายสรุปให้ใครฟัง ผู้ฟังมีประสบการณ์ในเรื่องที่จะบรรยายระดับใด

            2.   คำนึงถึงเวลาที่มี การจัดแบ่งเวลาเหมาะสมการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเป็นจังหวะสอดคล้อง
                  กับขั้นตอนการบรรยาย ในการศึกษาภูมิประเทศบางครั้งผู้บรรยายสรุปเตรียมเครื่องฉายสไลด์มาไว้
                  และลืมฉายมาฉายตอนหลังเพราะนึกได้ แต่เครื่องสไลด์ก็ติดบ้างไม่ติดบ้าง น่าขายหน้าที่จริงจะต้อง
                  ซักซ้อมก่อน     และมีหลายท่านขึ้นมาแบบไม่แน่ใจ     มีการเป่าไมโครโฟน   มีการเคาะอะไรต่าง ๆ
                  ทำให้เสียบุคลิกอันดีเด่นของผู้นำไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งฝ่ายอำนวยการพึงหลีกเลี่ยง  เมื่อการ
                 
เตรียมการดี  มีการซักซ้อม ความเงอะงะหรืออาการงก ๆ เงิ่น ๆ ก็จะปราศนาการหายไปได้ไม่ยาก

            3.   เน้นจุดสำคัญ เลือกภาพประกอบ ถ้าเป็นการบรรยายารุปเพื่อให้ได้ข้อตกลงใจก็ต้องกล่าวถึงปัญหา
                  ข้อเท็จจริง แยกหนทางปฏิบัติออกมาวิเคราะห์ทำข้อสรุปและข้อเสนอ

            4.   การศึกษาเรื่องที่จะบรรยายสรุปอย่างขึ้นใจ บรรยายด้วยความองอาจ เชื่อมั่นตนเอง ไม่กิ่งเกรงใคร
                  จะทักว่าผิด ถ้าถามก็ตอบข้อข้องใจอย่างอาจหาญ

            5.   อิริยาบทที่บรรยายควรดำรงลักษณะทหารไว้ และการบรรยายสรุปชื่อก็บอกแล้วว่าบรรยายสรุป
                  จึงต้องสั้น กระทัดรัด กินความ ไม่ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย แก่ผู้ฟัง มีการยกตัวอย่างเสริมความ
                  เข้าใจ  และเร้าใจผู้ฟัง ให้เหตุผลอย่างเหมาะสมพร้อมข้อคิดเห็น

            6.   ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองคิดว่าถ้าตนเป็นผู้ฟังน่าจะสงสัยและถามอะไรแล้วเตรียมคำตอบอย่าง
                  ฉาดฉานรัดกุมไว้ ตอบได้ทุกขั้นตอนที่ถาม ไม่ตะกุกตะกัก

 

   ข้อแนะนำเรื่องอื่น ๆ

            1.   ฝ่ายอำนวยการที่ดีจะต้องขยัน หนักเอาเบาสู้ มีความรู้กว้างขวาง หูตากว้างไกลไม่คับแคบมี
                  ประสบการณ์ในสาขางานอาชีพ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และมีไหวพริบปฏิภาณ  สามารถคิดแผนพลิก
                  แพลงสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลับเป็นฝ่ายได้เปรียบ  สามารถทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย

            2.   แฟ้มเรื่องไม่ด่วน เรื่องที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องอาศัยเวลาในการตกลงใจ หรือเรื่องไม่สู้ดีต่าง ๆ ไม่ควร
                  นำเสนอผู้บังคับบัญชายามค่ำคืน ควรรอไว้เสนอเช้าวันรุ่งขึ้น การลำดับเรื่องในแฟ้มต้องยึดหลักเรื่อง
                  สั้นไปหาเรื่องยาว เรื่องเบาไปหาเรื่องหนัก ครั้งคราวใดมีเรื่องหนักและยาวควรแยก
1 เรื่อง ต่อ 1 แฟ้ม

            3.   หากมีเรื่องที่ดี ข่าวดี ใคร่จะนำเรียนผู้บังคับบัญชา ให้นำเสนอทันทีพร้อมข้อคิดเห็นหรือหนทาง
                  ปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาลงนามสั่งการได้เลย

            4.   เมื่อผู้บังคับบัญชาเรียกไปสั่ง อย่าใช้คำพูดปฏิเสธว่าทำไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาท่านใคร่ครวญแล้วว่า
                  เราทำได้ ท่านจึงสั่ง ฉะนั้น คำพูดว่า
“ทำไม่ได้ครับ” จะต้องไม่มีจากปากของฝ่ายอำนวยการที่ดี

            5.   อย่าอวดภูมิ หรือแสดงท่าทีเป็นนัย แสดงต่อใคร ๆ เป็นการอวดฉลาดกว่าผู้บังคับบัญชา จะต้องสงบ
                  เสงี่ยมและถ่อมตน ไม่คุย แต่เมื่อสั่งงานมาทำดีจนใคร ๆ พากันทึ่ง

            6.   เมื่อผู้บังคับบัญชาเรียกไปถาม ให้พิจารณาเสนอคำตอบโดยรอบคอบพิถีพิถัน ตอบด้วยความ
                  ละเอียดสุขุม สร้างความเลื่อมใสแด่ผู้ถามด้วยคำตอบที่แนบเนียน คมคายบังเกิดความประทับใจ
                  และเชื่อมั่น

            7.   ประสานงานกับเพื่อนร่วมงานอย่าดื้อรั้น    หรือประสานงา    ยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลรอบ
                  ด้านบ้าง อย่าถือว่านายรัก ฉันจะเอาของฉันอย่างนี้ อย่าดันทุรัง มีใจเป็นนักกีฬา ยอมจำนนต่อ
                  เหตุผลที่ถูกต้อง อย่าไปคิดว่าการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นเรื่องเสียเกียรติ การเถียง
                 
แบบหัวชนฝาหรือยืนกระต่ายขาเดียว หนัก ๆ เข้าก็ไม่มีใครอยากร่วมทำงานด้วยจะกลายเป็นหมา
                  หัวเน่า อย่ามองผู้อื่นด้อยค่าไปหมด ตนวิเศษอยู่แต่ผู้เดียว

            8.   เมื่อเสนอแนวความคิดแด่ผู้บังคับบัญชาไปแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชามีความคิดของท่านขึ้นมา
                  จะต้องฟังความคิดของท่านทันที เพราะการตกลงใจเป็นเรื่องของท่าน แต่ถ้าหารท่านได้ข้อมูลผิด
                  จะต้องหาอุบายวิธีทำให้ท่านเข้าใจข้อมูลที่ถูก เป็นการป้องกันการพินาศของหน่วย ครั้นเสนอ
                   เหตุผลข้อเท็จจริงแก่
                  ท่านแล้ว ท่านไม่ตัดสินใจในเรื่องที่ควรจะเป็น กรณีนี้จะต้องหันเข้ายึดหลักธรรมทางศาสนา
ข้อ
                  “อุเบกขา”  คือ การวางเฉย เฉพาะงานชิ้นนั้น ไม่ใช่หมดกำลังใจและไม่ทำงานอีกทุก ๆ ชิ้น
                  การวางเฉยคือ แข็งใจทำงานชิ้นนั้นด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้แก่ความว่าง และตั้งใจทำงานต่อไป
                  อย่างไม่หมดกำลังใจ

            9.   อย่าไปหวังผลงานเป็นอามิส คิดว่าเป็นสิ่งอันพึงมีพึงได้จากการงานที่ทำเป็นเพียงสิ่งสมมุติ ควรจะ
                  ภูมิใจที่เสียสละ ทำงานตอบแทนคุณข้าว คุณน้ำของแผ่นดิน ใครเขาจะได้ดีอย่างไรช่างเขา
                  ได้ก็ไม่ยินดีจนออกนอกหน้า ไม่ได้ก็ไม่เสียใจอะไร คิดเสียว่าปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่  
                 
ปฏิบัติหน้าที่เพื่อตัวจะได้เป็นโน่นเป็นนี่

          10.   วัน ๆ ถ้าไม่คุยถึงเรื่องงาน ก็โปรดอย่าคุยกันถึงเรื่องตำแหน่ง ใครเป็นนั่นใครเป็นนี่ คุยอยู่ซ้ำซาก
                  หลายวัน ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ ควรคุยควรขบคิดถึงเรื่องที่จะทำงาน    สนใจตัวเองแก้ไขตนเอง
                  อย่าไปแก้ไขคนอื่น สนใจปัญหาของหน่วยของชาติ อย่าไปห่วงยศตัวเอง

          11.   มีความปรารถนาดีต่อหน่วยอยู่เสมอ รักข้าทหารยิ่งกว่าอิสระและน้ำเมา อย่าไปแสดงตนเสมือน
                  ผู้บังคับหน่วย ใช้การร้องขอการประสานงานเพราะเราไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา แม้ผู้บังคับบัญชาจะให้
                  อำนาจก็จงใช้อำนาจนั้นด้วยความเป็นธรรม สุขุม เห็นใจผู้น้อย มีมนุษย์ธรรม

          12.   กำกับดูแล ตรวจตรา มิใช่ทำงานเอาหน้า ออกคำสั่งไปแล้วก็แล้วกัน ยังต้องคอยประเมินผล
                  แนะนำผู้ปฏิบัติให้ปฏิบัติดียิ่ง ๆ ขึ้น อย่าให้งานขลุกขลักขึ้นได้ เมื่อเดินงานไปได้สักระยะหนึ่ง
                  หน่วยรองพบอุปสรรค จะต้องอุทิศตนเข้าแก้ไขช่วยเหลือ อย่าเอาตัวรอดจงแบ่งเบาภาระ
                  เข็มเสนาธิปัตย์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทาน พระองค์ทรงประทานมาเพื่อไป
                  แก้ปัญหา มิใช่ไปสร้างปัญหา

          13.   แต่งเนื้อแต่งตัวสะอาด อย่าให้หัวช้างสนิมเขรอะ หรือสายเสธ.เปรอะขี้มือ ร้อยวันพันปีไม่เคยซัก
                  ตรงใกล้กระเป๋าดำเป็นคราบสังเกตุได้ชัดเพราะเปิดเข้าเปิดออกบ่อยมาก

          14.   หาอุบายกระตุ้น บำรุงใจ เจ้าหน้าที่ในแผนกของตนให้กระตือรือร้นในการทำงาน อย่าปล่อยให้งาน
                  คั่งค้างอากูล มอบหมายแบ่งงานแก่ลูกน้องในแผนกเท่าเทียมกัน อย่าเล่นพวกเลือกที่รักมักที่ชัง
                  ฝึกสอนเจ้าหน้าที่อาวุโสรอง ๆ ลงมาในแผนกให้สามารถปฏิบัติงานแทนตนได้บ้างในบางเรื่อง

          15.   ปรับปรุงตนอยู่เสมอ จนเป็นที่นิยมเลื่อมใสรักใคร่แก่หน่วยรองและนายทหารทั่วไป สิ่งนี้จะส่งผล
                  ให้แม้ท่านจะป้อนงานให้หน่วยรองเอาไปทำ เขาจะรับทำอย่างรักใคร่ยินดีและเต็มใจ ทั้งนี้เพื่อ
                  ประโยชน์แก่หน่วยเป็นส่วนรวม

          16.   สนับสนุนการกีฬา การบันเทิง การพักผ่อนหย่อนใจของหน่วยบ้าง มิใช่จะบ้างานเสียจนเป็น
                  โรคประสาท ยศสูงแล้วอย่าไปห่วงงานเล็กน้อย ควรแบ่งให้เจ้าหน้าที่ชั้นรอง ๆ ได้แสดงฝีมือบ้าง

          17.   ซื่อสัตย์ จนผู้บังคับบัญชาไว้ใจ อย่าเห็นแก่เล็กแก่น้อย เป็นผู้เสนอแนะที่ผู้บังคับบัญชา
                  ต้องการอยู่เสมอ แต่มิใช่คอยเสนอหน้าคอยคลอเคลียจนน่ารำคาญ

          18.   ต่อสู้ ขจัดขัดขวางอุปสรรคน้อยใหญ่ที่จะมาแผ้วพาลหน่วยและผู้บังคับบัญชาที่ดี ๆ ทุกวิถีทาง
                  โดยการกะหรือประมาณการไว้ล่วงหน้าอย่างชาญฉลาดและแยบยลก่อนที่จะเกิดอุปสรรคนั้น ถึงแม้
                  จะเกิดอุปสรรคขึ้นภายหลัง ก็สามารถมองดูเป็นเรื่องเล็ก ปัดเป่าออกไปได้โดยง่าย

          19.   ในวาระแรกที่ถูกบรรจุ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ไปประจำที่หน่วย
                  ยังไม่รู้งานในตำแหน่งหน้าที่ ก็พยายามค้นคว้าศึกษาแฟ้มเรื่องต่างๆ ในแผนก เพียง
7วันก็สามารถ
                  ทำงานรู้เรื่องราวต่าง ๆ เหมือนกับผู้ที่อยู่มานาน

           20.   โปรดระลึกไว้ว่า ท่าจะต้องเป็น   Planner, Co - ordinator and Supervisor but not
                   Commanding Officer

           21.   กำกับดูแลจนมั่นใจว่า งานที่เสนอในแฟ้มทันการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาและรองฯ ตลอดจน
                   นายทหารตำแหน่งสำคัญๆภายในหน่วย

           22.   งานที่เป็นพันธกิจในสายฝ่ายอำนวยการ ที่ท่านรับผิดชอบอยู่แล้ว ท่านไม่ควรให้ใครมาคอยเตือน
                   จะต้องริเริ่มและจัดให้มีขึ้นเพื่อความสำเร็จของงาน

           23.   ข้อมูลในสายงานที่รับผิดชอบท่านต้องมีให้พร้อม ถ้าจำไม่ได้หมดก็ต้องมีบันทึกติดตัวไว้
                   ในกรณีที่ถูกผู้บังคับบัญชาถามจะสามารถตอบได้ทันที

           24.   พึงหลีกเลี่ยงการจับกลุ่ม แบ่งพรรคแบ่งพวก ทั้งๆที่อยู่หน่วยเดียวกัน จะต้องเป็นพวกของทุกคน
                   สามารถประสานงานได้ทุกสายงาน

           25.   เมื่อมีส่วนร่วมในการพิจารณาบำเหน็จของผู้ใต้บังคับบัญชา พึงยึดถือผลงานของเขาเป็นหลัก
                   อย่าถืองานส่วนตัว หรือความสนิทสนมเป็นพิเศษ คนอื่นๆจะหมดกำลังใจทำงานทำให้เกิดผลเสีย
                   ต่อหน่วยในที่สุด

 

   หลักการปฏิบัติราชการ

             1.   เมื่อเข้ารับราชการใหม่อย่ากล้าจนเกินพอดี และอย่าขี้ขลาดจนเสียราชการ

             2.   อย่าเป็นคนมักง่าย เลินเล่อ จงระมัดระวังตัวอยู่เสมอ

             3.   อย่ามีอคติต่อผู้บังคับบัญชา ควรปฏิบัติงานให้สำเร็จด้วยความสุจริต และเที่ยงธรรม

             4.   เมื่อมีราชการเกิดขึ้น ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน   หากถูกเรียกใช้งานก็ให้ปฏิบัติด้วยความเต็มใจ

             5.   ทางเดินที่ถูกตกแต่งเป็นบาทวิถี แม้มีพระบรมราชานุญาตให้เดินได้ก็ไม่ควรเดิน

             6.   ไม่ควรใช้ของเสมอพระราชา หรือหัวหน้า ควรปฏิบัติให้พอดีกับฐานะ

             7.   ไม่ควรใช้กิริยาวาจา โอหัง

             8.   ไม่ควรเล่นหัวกับพระสนมกำนัล

             9.   ไม่ควรจับกลุ่มปรึกษาข้อราชการในที่ลับ

           10.   ไม่บังอาจลักลอบเอาพระราชทรัพย์ออกจากพรระคลัง

           11.   อย่าเห็นแกหลับนอนจนแสดงให้เห็นความเกียจคร้าน

           12.   ไม่พึงดื่มสุราจนเมามาย

           13.   ไม่พึงฆ่าสัตว์ที่ได้รับพระราชทานอภัย

           14.   ไม่พึงทะนงตนว่าพระราชา หรือหัวหน้าโปรดปราน

           15.   พึงรู้จักที่เข้าเฝ้าอันเหมาะสม อย่าให้ห่างหรือชิดเกินไป

           16.   เมื่อได้รับการยกย่อง เชิดชู ไม่ควรหยิ่งทะนงอวดตนว่าเป็นนักปราชญ์

           17.   อย่าเป็นคนเห็นแก่ได้ อย่ายอมตนให้อยู่ในอำนาจของความอยาก

           18.   ไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปในทางฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย

           19.   ควรสอดส่องดูแลรักษาราชการงานในหน้าที่ให้ดี อย่าได้ผิดระเบียบประเพณีและกฎหมาย

           20.   ไม่ควรมัวเมาในสตรี เพราะจะก่อให้เกิดราคีโทษในหน้าที่ราชการ ทำให้เสื่อมอำนาจ

           21.   ไม่ควรพูดมากจนเกินพอดี แต่ไม่ควรนิ่งเสียร่ำไป

           22.   เมื่อถึงคราวต้องพูด จงพูดพอเหมาะพอควร ชัดเจน และนิ่งเมื่อถึงคราวอันควร

           23.   ต้องเป็นคนอดทน ไม่ฉุนเฉียว โกรธง่าย

           24.   ควรเป็นคนมีความสัตย์จริงต่อวาจาของตนเอง พูดจาสุภาพอ่อนโยน

           25.   ต้องบำรุงเลี้ยง พ่อแม่ให้เกิดความผาสุข

           26.   ต้องละอายต่อความชั่ว เกรงกลัวต่อความผิด

           27.   ต้องมี ระเบียบวินัยเคร่งครัด มารยาทเรียบร้อย สุภาพ อ่อนโยน

           28.   ต้องมีศิลปะในการปฏิบัติราชการให้ดำเนินไปโดยรวดเร็วและสำเร็จเป็นผลดี

           29.   ต้องฝึกอบรมจิตใจให้ยึดมั่นในความดี อัธยาศัยอ่อนโยน ไม่ถือตัว

           30.   ต้องเป็นคนขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน

           31.  เป็นคนบริสุทธิ์สะอาดในหน้าที่การงาน

           32.   เป็นคนเฉลียวฉลาด รู้จัก อะไรควรอะไรไม่ควร

           33.   ต้องประพฤติตนอ่อนน้อม มีความเคารพยำเกรงผู้ใหญ่

           34.   ควรใฝ่ใจเข้าหาสมณะผู้ทรงศีล เพื่อรักษาศีล ฟังธรรมตามกาล

           35.   ควรรักษาระเบียบประเพณีให้มั่นคง

           36.   ไม่ควรยกย่อง บุตรชายหญิง หรือญาติพี่น้อง ที่ประพฤติตนไม่ดี

           37.   ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง

 

   หลักราชการ

             1.    ความสามารถ

             2.    ความเพียร

             3.    ความมีไหวพริบ

             4.    ความรู้เท่าถึงการณ์

             5.    ความซื่อตรงต่อหน้าที่

             6.    ความซื่อตรงต่อคนทั่วไป

             7.    ความรู้จักนิสัยคน

             8.    ความรู้จักผ่อนผัน

             9.    ความมีหลักฐาน  

            10.    ความจงรักภักดี       

 

   จริยธรรมของฝ่ายอำนวยการ

              1.    ฟังเป็น และพูดให้เขาฟังเป็น

              2.    ขจัดอารมณ์ร้ายได้

              3.    ทนทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทนถูกด่าว่า และทนต่อสิ่งเย้ายวนทั้งหลายได้

              4.    ปฏิบัติราชการได้คล่องแคล่ว และรวดเร็ว            

              5.    มีปัญญาสุขุม และมีความคิดอ่านที่ดี มองการณ์ไกล

              6.    ตื่นตัว ทันโลก มีแผนงานล่วงหน้า ไม่ประมาท เตรียมรับสถานการณ์อยู่เสมอ

              7.    เป็นคนเอางาน ทำงานเก่ง ขยันขันแข็ง

              8.    จำแนกเหตุได้ถูกต้อง แบ่งงาน แบ่งบุคคลได้เหมาะสมแก่งาน

              9.    มีความเมตตากรุณา มีศีลธรรมประจำใจ มีความประพฤติดี

            10.    มีการสอดส่อง ติดตามงาน

            11.    สามารถในการค้นหามูลเหตุแห่งปัญญา และแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้อง

            13.    สร้างมิตรภาพกับผู้อื่น

            14.    เป็นคนใจคอกว้างขวาง หนักแน่น เชื่อมั่นในตัวเอง สามารถในการนำผู้อื่นได้

            15.    ฝึกฝนปัญญาตนเองให้ฉลาด

            16.    เป็นคนรอบรู้ พหูสูต คงแก่เรียน มีปัญญา

            17.    ไม่ละเลยหน้าที่

            18.    เป็นสัตตบุรุษ

            19.    รอบรู้ในการตั้งกองทัพ สามารถทำให้อาวุธตกไปได้ไกล ยิงแม่นรู้เป้า ทำลายขุมกำลังได้

            20.    เฉลียวฉลาด องอาจ แกล้วกล้า เป็นนักสู้องอาจ ไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้ามพรั่นพรึง
                     สะดุ้งตกใจกลัว

            21.    มีวินัยดี แนะนำผู้อื่น มีความสุภาพอ่อนโยน

            22.    เป็นคนสุจริต ไม่โลภ

            23.    เคารพผู้ใหญ่ในราชการ

            24.    รู้จักประมาณตัว ระมัดระวังตัว

            25.    เข้ากับผู้อื่นได้

            26.   ใคร่ครวญพิจารณาให้รอบคอบก่อนจึงทำ

            27.    สามารถพูดชักจูงคนฟังให้เห็นคล้อยตาม

            28.    ฉลาดรอบรู้ในสิ่งที่มีคุณ มีโทษต่อบ้านเมือง

            29.    เป็นคนสุภาพ ไม่ทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น

            30.    ฉลาด รอบรู้ กล้าหาญ จำแม่น คงแก่เรียน ประพฤติดี

    แม้ว่าความรับผิดชอบจะเป็นของผู้บังคับบัญชาแต่ผู้เดียวก็ตาม  แต่เมื่อความล้มเหลวใด ๆ  เกิดขึ้น 
    ฝ่ายอำนวยการซึ่งเป็นมันสมองของหน่วย  จะเป็นผู้ปลอดมลทินก็หาไม่

                                                                                   พ.อ.โกญจนาท  ศุกระเศรณี   ผอ.กตก.สวท.รร.จปร.   ผู้รวบรวม