|
|
ปราชญ์ทางทหารเคยได้กล่าวไว้ว่า " นักรบ จะต้องไม่หันหลังให้กับ ผู้บังคับบัญชา ตำรวจและข้าศึก"ผู้เขียนเห็นด้วย ไม่ต้องมาอธิบายให้เสียเวลา จอมทัพผู้กรำศึกเอาเลือดทาแผ่นดินไทยทุกท่านศึกษาตำราพิชัยสงครามอย่าง ช่ำชอง ผู้นำกองทัพที่ละเลยที่จะศึกษา "บทเรียนจากการรบ" ได้นำทหารไปสู่ความตายมานับไม่ถ้วน ยิ่งไปกว่านั้น "ท่าน" เหล่านั้น ได้ยัดเยียดความปราชัยมาสู่มาตุภูมิเป็นมรดกบาปตกทอด ต้องขมขื่นก้มหน้าอับอายก็ยังมีให้เห็น ข้อดีประการหนึ่งของ " ฝรั่ง " คือชอบบันทึกเรื่องราว ขบคิดเปิดใจกว้าง ที่จะนำข้อผิดพลาด มาถ่ายทอดเสมอๆ โดยไม่ คิดถึงความน่าละอายแต่ประการใด นี่คือความรักกองทัพ รักหมู่คณะ รู้รักสามัคคี มีความจริงใจ โดยไม่ต้องมาจัดพิธีรีตรองให้เสีย เวลาผู้เขียนได้พบบทความใน Armed Force Joumal ฉบับเดือนเมษายน 2548 เรียบเรียงโดย Ralph Peters อดีตนายทหารบกสหรัฐ ที่กล่าวถึงข้อบกพร่อง 10 ประการ ที่กองทัพสหรัฐ กำลังประสบอยู่ในการปฏิบัติภารกิจทางทหารในอิรัก อย่างตรงไปตรงมาและเผ็ดร้อน จึงขอนำมาถ่ายทอดให้กับท่านที่ทำงานด้านความมั่นคงได้พิจารณา สรุปได้ดังนี้ 1.เทคโนโลยี เพียงลำพังไม่สามารถจะเอาชนะสงครามได้ เมื่อเริ่มทำสงครามสหรัฐมีแผนการใช้ "Shock And Awe" ที่นักทฤษฎีพลเรือนในเพนตากอน มุ่งใช้กำลังทางอากาศถล่มอิรัก ให้ราบคาบ โดยมีสมมติฐานว่าจะทำให้กองกำลังภาคพื้นดินหมดศักยภาพมาจนถึงทุกวันนี้ สหรัฐหมดเงิน ไปนับพันล้านดอลลาร์ โดย ไม่สามารถสยบกองกำลังภาคพื้นดินได้เลยเปรียบประดุจยุทธการถล่ม อิรัก เป็นการแสดงแสงสีเสียง ( Light And Sound Show ) อาวุธปล่อยของสหรัฐแม่นยำจริง แต่มิได้สร้างความหายนะในลักษณะ "แพ้ราบคาบ" สหรัฐวางแผนโจมตี "ศูนย์ควบคุมทางเทคโนโลยี ระดับสูง" ของข้าศึก แต่ข้าศึกที่แท้จริงหาใช่บรรดานายทหารระดับสูงหรือเทคโนโลยีข้าศึกที่แท้จริงของเราขณะนี้คือบรรดานักรบตาม ท้องถนน ที่ใช้เพียงโทรศัพท์มือถือ ใช้อินเตอร์เน็ต และใช้สื่อสารมวลชนทั้งหลายที่มีอยู่ทั้งโลกเป็นเครื่องมือทำงานอย่างประณีตมี ประสิทธิภาพเหนือกว่าที่สหรัฐคาดคิด 2."คน" เป็นสิ่งจำเป็นในการทำสงครามภาคพื้นดิน สหรัฐ มีความพยายามสุดขั้วในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคง ทั้งนี้ เพื่อชดเชยทุกสิ่งทุกอย่างที่คิด ว่าคนบกพร่องเรายังขอยืนยันว่า "เรายังคงต้องใช้คนเพื่อแก้ปัญหาคน" โดยเฉพาะการทำงานแก้ปัญหาความขัดแย้งที่คนสะพรึงกลัว ที่สุด คือ การก่อความไม่สงบในเมืองทหารสหรัฐ และหน่วยนาวิกโยธิน เข้าสนามรบเพื่อเอาชนะในยุทธการ Operation Iraqi Freedom ใน "รูปแบบการรบดั้งเดิม" ไล่ยิงกันบนถนนตามแนวลำน้ำ จนถึงในท่ามกลางพายุทะเลทรายมีการซุ่มโจมตี ในทุกที่ทุก เวลาความดุเดือดสุดยอดของการรบภาคพื้นดินอยู่ที่แบกแดด มีบทพิสูจน์ชัดเจนว่าร่างกายและจิตใจของคน มีค่าเหนือกว่าเหล็กและ ไมโครชิปในการปราบปรามความไม่สงบ เทคโนโลยียังเป็นประโยชน์ แต่ขอยืนยันว่าเทคโนโลยียังมีคุณค่าเป็นรอง 3.เราต้องการจำนวนกำลังพลที่มากพอ ในที่สุดจำนวนกำลังพล ก็เป็นเรื่องเก่าที่ต้องกลับมาคิดทบทวนกันใหม่ ถ้าหากเรามามัวคิด ตัวเลขราคาที่ถูกที่สุด ที่จะเอาชนะ สงครามได้ มันจะเป็นการคิดที่ไม่ฉลาดนัก "เรื่องจำนวนกำลังพล" เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ามีให้ก็จะนำมาใช้งานได้ยอดกำลังพลของ กองทัพบก และนาวิกโยธินสหรัฐในขณะนี้น้อยไปสำหรับภารกิจในการพิทักษ์โลกใบนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐ กำลังมีแผนที่จะลด กำลังลง 2-3 กองพล กระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังหาทางยับยั้งการเพิ่มจำนวนทหาร 30,000 คน เพื่อสงวนงบประมาณไว้ตามวิธี การคิดสมัยสงครามเย็นแบบดั้งเดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐดูเหมือนจะจงรักภักดีต่อ "ภารกิจอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศ" มากกว่า "ภารกิจป้องกันประเทศ" 4."ความรวดเร็ว" คือ สุดยอดปรารถนาในสนามรบ ในการทำสงครามในยุคปี 1980-1990 ทหารอเมริกันรับรู้ว่าจะต้อง "ปฏิบัติการรบภายใต้วงรอบการตัดสินใจของข้าศึก" ปัจจุบันทหารอเมริกันตระหนักว่าเรากำลัง "ปฏิบัติการรบภายใต้สื่อสารมวลชน" สื่อของฝ่ายตรงข้ามคือ โทรทัศน์ อัล-จาซีรา (al-jazeera) เป็นฝ่ายมีชัยในการรบที่เมืองฟาลูจาห์ นาวิกโยธินสหรัฐปฏิบัติการทุกอย่างด้วยความชำนาญและประณีตตาม หลักการของหลักการรบในเมืองและต้องใช้เวลา จึงเป็นสาเหตุให้สื่อตัวนี้ออกอากาศโน้มน้าวผู้ชมทั้งโลก รวมทั้งผู้นำคนสำคัญของ สหรัฐให้เห็นเป็นตรงกันข้ามกับความจริงได้ สหรัฐประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการครั้งที่สอง ที่เมืองฟาลูจาห์ เพราะมีจำนวน กำลังพลที่เหนือกว่า ทหารสหรัฐทำทุกอย่างตามหลักการ ด้วยความรวดเร็ว จนสามารถเอาชนะได้อย่างราบคาบภายในเวลาไม่ถึง สัปดาห์ดูเหมือนว่าทหารสหรัฐมิได้เผชิญกับข้าศึกที่ไหนเลย แต่ที่เรากำลังเผชิญที่แท้จริงคือ ข้าศึกที่เราไม่สามารถยิงโต้ตอบได้เลย นั่นคือ "สื่อมวลชน" เราจะมีชัยในการรบได้คือ "ความรวดเร็ว" 5.ต้องทำให้ข้าศึกเชื่อว่า เขาแพ้แล้วอย่างราบคาบ สหรัฐส่งกำลังขนาดเล็กเข้าไปรบในอิรัก เมื่อเราต้องการเข้าควบคุมนครแบกแดด จึงพบว่าเราไม่สามารถควบคุมสถาน การณ์ได้ พวกสุหนี่ที่เคยสนับสนุนซัดดัมอยู่ก่อน จึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเป็นเวลานับเดือนที่พวกชนเผ่าสุหนี่แทบจะไม่เคยพบ เห็นกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐ พวกเขาจึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลซัดดัมพ่ายแพ้ต่อกองกำลังสหรัฐจริง จึงพยายามดิ้นรน ขัดขืน ต่อสู้ อีกต่อไป ทหารสหรัฐเองไหนจะต้องห่วงผู้บาดเจ็บฝ่ายเดียวกัน แถมจะยังต้องห่วงข้าศึกที่บาดเจ็บเพราะต้องการเอาชนะจิตใจชาว อิรักทั้งหลายทั้งปวง เรื่องที่ควรจบจึงยังไม่จบข้าศึกที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยนั้น เราอาจจะเห็นเขายกมือยอมแพ้ แต่หัวใจของ พวกเขายังไม่แพ้เราต้องทำให้ข้าศึกรู้สึกว่าเขาแพ้และหมดทางสู้ให้ได้ 6.รายละเอียดในการปฏิบัติการรบต้องปล่อยให้อยู่ในความรับผิดชอบของทหารอาชีพ บทเรียนนี้เป็นเรื่องที่เรามักไม่จดจำ แม้ว่าอุดมการณ์จะเป็นสิ่งที่พาสหรัฐเข้าไปในแบกแดดแต่อุดมการณ์ไม่อาจจะพาสหรัฐ กลับออกมาได้การมีกองทัพที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนั้นเป็นพรอันประเสริฐแต่ความพยายามในการใช้สถาบันนี้เพื่อจุดประสงค์ของ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะยึดตามหลักยุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นการเบี่ยงเบนคุณค่าสำคัญของสถาบันทหารด้วยความกลัวว่างบ ประมาณที่คาดการณ์ไว้จะสูงจนไม่สามารถโน้มน้าวสภาคองเกรสและคนอเมริกัน ในการโค่นล้มรัฐบาลอิรัก ผู้นำที่เป็นพลเรือนใน สำนักงานรัฐมนตรีกลาโหม จึงไม่ยอมให้กองทัพสหรัฐเตรียมกำลังทหารอย่างเต็มที่ รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการวางแผนในรายละเอียด สำหรับการเข้ายึดครองอิรัก ทุกสิ่งทุกอย่างสมควรจะเกิดขึ้นด้วยเวทมนตร์หรือ? คนที่ยึดถืออุดมการณ์ได้ทำสงครามของพวกเขา แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง คนอเมริกันทุกคนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในช่วงการสู้รบ เป็นผลมาจากพลเรือนที่ขาดประสบ การณ์ในสำนักงานรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งไม่ยอมรับคำแนะนำจากผู้ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับหน้าที่ 7.การบุกยึดครองอิรักต้องมีหลักเกณฑ์ การเข้ายึดเป็นเรื่องของการปรากฏตัว เป็นเรื่องที่ต้องใช้ "คน" ผู้ถูกยึดครองแทบจะต้องมองเห็น "ผู้ยึดครอง" ทุกหนทุกแห่ง จะไม่มีการยึดครองแบบทีเล่นทีจริง กองทัพสหรัฐต้องทำให้ผู้ไม่ถืออาวุธศิโรราบโดยไม่มีการขัดขืนและจะต้องประกาศกฎอัยการศึก ทันทีกฎอัยการศึกไม่ใช่เรื่องของความโหดร้ายที่นำมาใช้ตามอารมณ์ แต่มันคือหลักประกันว่าชาวอิรักและทรัพย์สินจะปลอดภัยแม้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะล่มสลายไปหมดก็ตาม กฎอัยการศึกจะเป็นกฎที่ใช้กับบุคคลที่เอาเปรียบคนอื่นโดยมิชอบหรือเพื่อมิให้เกิดอาชญา กรรม หรือการต่อต้านจากผู้ก่อการร้ายเมื่อกองทัพตั้งเป้าหมายไว้สำหรับการยึดครองอิรักนั้นโดยใช้ "หลักการของกฎหมาย" แต่ก็ สามารถอ่อนตัวได้หากสถานการณ์เอื้ออำนวย หากเราไม่ควบคุมสถานการณ์แล้วปล่อยให้ความสับสนวุ่นวายปล่อยให้อาชญากร ออกมาแผลงฤทธิ์เต็มเมือง แล้วจึงค่อยมาประกาศกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมภายหลังซึ่งมันน่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องที่สำคัญ อีกประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ การให้โอกาสชาวอิรักเข้ามามีส่วนในการบูรณะฟื้นฟูประเทศของตน การกระมิดกระเมี้ยนให้ผู้รับ เหมาอเมริกันเข้ามารับงานก่อสร้างซะหมด เป็นเรื่องที่ผิดอย่างมหันต์เพราะนอกจากเราจะดับทุกข์ให้ชาวอิรักไม่ได้ แถมเรายังไปเพิ่ม ทุกข์ให้เขาอีกสหรัฐอเมริกาควรมอบความรับผิดชอบให้ชาวอิรักมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จ้างคนอิรักเข้ามาทำงานเพื่อลดความ อดอยากจะทำให้สหรัฐประหยัดเงินได้นับพันล้านดอลลาร์ งานทุกอย่างน่าจะสะดวกและรวดเร็วขึ้นแทนที่จะปล่อยให้คนหนุ่มสาวชาว อิรักว่างงาน มีชีวิตที่ขมขื่น ฝีมือในการทำงานอาจจะไม่ดีพอ เช่นค่าจ้างอาจจะไม่มากแต่น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นบ้างหางานให้ คนทำจะได้ไม่ว่างงาน จัดการกับพวกอันธพาลตามท้องถนน เมื่อชาวอิรักร้องเรียนเรื่องน้ำไม่ไหลไฟดับ สหรัฐต้องโยนความรับ ผิดชอบไปให้หน่วยงานที่สหรัฐ จ้างคนไว้ทำงานที่เป็นเพื่อนร่วมชาติของเขา ผลักดันความรับผิดชอบต่างๆ ออกไปให้มากที่สุด ในขณะที่สหรัฐมีอำนาจจัดการทุกอย่างในอิรักชาวอิรักรู้ดีว่าจะซ่อมจะสร้างอะไรด้วยทักษะที่มีอยู่ในขณะนี้ เราเองไม่รู้ดีเท่าคนอิรัก 8.ข่าวกรองทางทหารแบบ งูๆ ปลาๆ การปฏิบัติทางยุทธวิธีของทหารสหรัฐทำได้ดีทีเดียว แต่เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยข่าวกรองของเราในขณะนี้ไม่สามารถหา ข่าวในเชิงลึกไม่เฉียบคม เพื่อสนับสนุนความต้องการของ ผบ.หน่วยกำลังรบได้เลย เหตุผลง่ายนิดเดียวคือ เราพึ่งพาเทคโนโลยี มากกว่า ความสามารถของตนระบบงานข่าวกรองของสหรัฐ ในขณะนี้ยังคงเหมาะสำหรับการรบกับ สหภาพโซเวียตในสงครามเย็น มากกว่าจะเอามาใช้สู้รบกับบรรดายอดมนุษย์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ และจะมีผลต่ออนาคตของกองทัพ ทำไมเราให้ความสำคัญ "เทคโนโลยี" มากกว่า "คน" น่ะหรือ? ก็เพราะ "คน" เป็นปัจจัยที่ยุ่งยากเชื่อถือไม่ได้ และคนมันหงุดหงิดได้แต่ความสามารถของ คนมีประโยชน์ ดาวเทียมไม่สามารถหาข่าวเจาะเข้าไปในจิตวิญญาณของข้าศึกได้ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำนายความบ้าระห่ำ ของข้าศึกได้ ในชีวิตของเราจะยังไม่เห็นคอมพิวเตอร์ทำแบบนี้ได้ มีแต่ไอ้พวกตกเป็นทาสของเทคโนโลยีจะคุยโม้โอ้อวดเท่านั้นเอง 9.การรู้ภาษาท้องถิ่น รู้จักวัฒนธรรม เป็นตัวคูณอำนาจกำลังรบ ทหารเพียงแค่หนึ่งคนที่รู้ภาษาท้องถิ่น และรู้จักความแตกต่างของวัฒนธรรมจะมีประโยชน์ต่อกองทัพมากกว่าเครื่องบินรบ F/A-22 หนึ่งฝูงบินถ้าเราจะกล่าวว่า "ปัจจัยอะไร" ที่จะเป็นตัวเพิ่มศักยภาพให้กับกองทัพสหรัฐทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีได้ อย่างเป็นรูปธรรม?ขอตอบได้เลยว่า "ความรู้ภาษาต่างประเทศ" จะเป็นปัจจัยหลัก เราจะรู้จักข้าศึกของเราได้อย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่า เขากำลังพูดอะไรกัน?ถึงแม้ว่าเราจะมีนายทหารผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ และมีหลักสูตรภาษาแบบเร่งด่วนก่อนเข้าปฏิบัติการ ก็ตาม ต้องยอมรับว่าความรู้ภาษาเพียงน้อยนิดตอบสนองความต้องการของเราได้น้อยนิดเช่นเดียวกัน ทหารสหรัฐควรได้รับการ ฝึกฝนภาษาท้องถิ่นเบื้องต้นของประเทศที่จะต้องเข้าไปปฏิบัติการ และสำหรับทหารบางนายจะต้องได้รับการฝึกฝนให้มีความ เชี่ยวชาญพิเศษ ขณะนี้เรามิได้ปฏิบัติตามหลักการเช่นนี้เลยสหรัฐจะต้องปรับเปลี่ยน "วิธีคิด" เสียใหม่ ในขณะที่โลกรอบตัวเรา ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาในขณะนี้ "ผู้บังคับกองพัน" ของเรา ถูกบังคับให้พึ่งพาอาศัย "ล่ามท้องถิ่น" ที่เราจ้างมาทำงาน ภาพการ ปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ผู้บังคับหน่วยมิใช่ผู้ทรงอานุภาพที่สุดอีกต่อไป เราจะไม่สามารถล่วงรู้อะไรๆ เกี่ยวกับข้าศึกของเราได้แม้แต่นิด เดียว เราจะไม่รู้เจตนารมณ์การรู้ภาษาท้องถิ่นคือกุญแจดอกสำคัญที่จะทะลุทะลวงเข้าไปสู่สิ่งเหล่านี้ได้ผู้เขียนเคยได้รับคำบอกเล่า จากนายทหารยศพลเอกท่านหนึ่งว่า "ระบบงานพัฒนากำลังพล(OPMS) จะไม่สามารถสนับสนุนการสอนภาษาได้อีกต่อไป" ผมคิด ว่ามันเป็น "ตลกฝืด" เพราะถ้าหากว่าระบบงานพัฒนากำลังพลกองทัพสหรัฐไ ม่สามารถทำได้จริงเราคงต้องเปลี่ยนระบบเสียเอง โดยให้ทหารไปฝึกฝนกันเองในสนามรบเท่าที่ทราบมา หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐกำลังปรับปรุงหลักสูตรการสอนภาษา กองทัพบก สหรัฐควรเร่งรีบดำเนินการเช่นเดียวกัน ความรู้ภาษาเป็นอาวุธได้เช่นกัน 10.ทหารของเราจะต้องเผชิญการปฏิบัติการ 3 รูปแบบที่สำคัญยิ่งคือ การโจมตีทางยุทธศาสตร์ การรุก ด้วยความรวดเร็วเพื่อโจมตีสั่งสอนข้าศึก และการเข้ายึดครองดินแดน ขอให้เราลืมกฎเหล็กของห้างสรรพสินค้าที่ว่า "ถ้าคุณทำของแตก คุณต้องซื้อมัน" เพราะว่าในขณะที่ทหารสหรัฐเข้าไป ปฏิบัติการพร้อมกันทั้งในอัฟกานิสถานและอิรัก เราคงจะไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้หมดจด และยังมีคนคิดไปถึง "โซมาเลีย" ที่เราเห็นว่ารับไม่ได้ที่จะทำสงครามสั่งสอน และจากไปความขัดแย้งทั้งหลายในโลกนี้ที่เราเข้าไปจัดการ มันแสนจะสับสน ซับซ้อน และไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแท้จริง เราควรจะเข้าโจมตีทางยุทธศาสตร์ต่อเป้าหมายที่แท้จริง แล้วรีบผละออกจากที่หมายไปรุก ด้วยความรวดเร็วเพื่อโจมตีสั่งสอนข้าศึก ทำลายขีดความสามารถข้าศึกและผละออก รุกเข้าสู่เป้าหมายด้วยกำลังเต็มรูปแบบและมี กำลังเพียงบางส่วนเข้ายึดครองดินแดนการปฏิบัติการดังกล่าวข้างต้น จะเป็นการปฏิบัติที่ทุกเหล่าทัพถนัดและซ่ำชอง เหมือนกับ ประวัติศาสตร์ที่เราเคยปฏิบัติมาเช่นการปฏิบัติการรบที่ชายฝั่งทริโปลี (Tripoli) การปฏิบัติการของกองทัพบกสหรัฐต่อกลุ่มโมโร (Moro) ในฟิลิปปินส์ การปฏิบัติการลับ การปฏิบัติการพิเศษเราเคยรู้ดีว่า "เราจะรบอย่างไร เอาชนะอย่างไรและถอนตัวอย่าง เหมาะสมเมื่อใด?"แน่นอน มีบางครั้งบางคราวที่เราจำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปสงเคราะห์ข้าศึกที่เราเพิ่งถล่มมันไปราบคาบ แต่บางครั้ง บางคราวเราก็จำต้องปล่อยให้ข้าศึกมันนอนตายอยู่ตรงนั้นบ้างอาณาจักรที่มีความทันสมัยที่สุดจำเป็นต้องแยกแยะความแตกต่าง ให้ได้นี่คือทรรศนะอันมีค่าของทหารสหรัฐ ที่นำมาบอกกล่าวชาวโลกกันแบบ ไม่เกรงใจใคร การรบ มีเดิมพันกันด้วยชีวิต ทหาร สหรัฐยังต้องทำหน้าที่ของเขา เหตุผลในการทำสงครามนั้น จะถูก จะผิด ผู้อ่านกรุณาใช้ ดุลพินิจของท่านเอง "ทหารอาชีพ" เมื่อ เขาสั่งให้ไปรบแล้วต้องรบชนะ
พลโทนิพัทธ์ ทองเล็ก แปลและเรียบเรียง
|