เร่งปลุก " คนไทยไร้พุง "  " อ้วน – อ้วน "  " ทั้งเปลือง – ทั้งเสี่ยง!! "
 

                         “ภาวะอ้วน และอ้วนลงพุง เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของทุกประเทศ สำหรับประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า ๓๕ ปี เกิดภาวะอ้วน และอ้วนลงพุง สูงถึงกว่า ๑๐ ล้านคน หรือคิดเป็น ๑ ใน ๓ ของประชากร  ในจำนวนนี้เกิดเป็นโรคอ้วนลงพุงถึง ๖ ล้านคน และมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

                         ปัจจุบันมีข้อมูลชัดเจนว่า ภาวะอ้วนและอ้วนลงพุงจะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ทั้งโรคหัวใจ  โรคเบาหวาน  โรคมะเร็ง  โรคอัมพฤกษ์  โรคอัมพาต  โรคหยุดหายใจขณะหลับ สูง ๓-๕ เท่า และเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก  คือประมาณร้อยละ ๒-๖ ของงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ

                         …..เป็นการระบุของ .พญ.วรรณี  นิธิยานันท์  ประธานคณะกรรมการ “เครือข่ายคนไทย  ไร้พุง” และเป็นที่มาของการรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงภัยจากความ “อ้วน” ที่ดำเนินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

                         ล่าสุดก็มีการดำเนินกิจกรรม “ องค์กรไร้พุง ”

                         ทั้งนี้ นพ.ณรงค์ศักดิ์  อังคะสุวพลา  อธิบดีกรมอนามัย ระบุในงานแถลงข่าวกิจกรรม “คนไทยไร้พุง ตอนองค์กรไม่มีพุง” ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า… จากรายงานขององค์การอนามัยโลกขณะนี้ทั่วโลกมีประชากรราว ๑ พันล้านคน มีภาวะน้ำหนักเกิน ในจำนวนนี้ ๓๐๐ ล้านคนเป็นโรคอ้วน และถึงปี พ..๒๕๕๘ คาดว่าจะมีผู้น้ำหนักเกิน-อ้วนเพิ่มขึ้น ๕๐๐ ล้านคน เป็น ๑.๕ พันล้านคน

                         และจากการศึกษาความชุกของโรคอ้วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี ๒๕๔๗ ใน ๑๔ ประเทศนั้น  ไทยอยู่ลำดับ ๕ มีความอ้วนชุกถึง ๕๐% ขณะที่อันดับ ๑ คือ ออสเตรเลีย ตามด้วยมองโกเลีย วานุอาตู ฮ่องกง

                         การสำรวจภาวะสุขภาพประชากรไทย ครั้งที่ ๓ ปี พ..๒๕๔๗ โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข  พบว่าผู้มีน้ำหนักเกินจนถึงอ้วนมีมากที่สุดในวัยทำงาน และลดลงเมื่ออายุ ๖๐ ปีขึ้นไป โดยในเพศหญิงสูงถึง ๔๘ ภาพรวมคนไทยมีน้ำหนักเกินและอ้วน ๓๔% หรือ ๑๐ ล้านคน พบในเขตเมืองมากกว่าชนบท  ขณะที่คนกรุงเทพฯมีความชุกของภาวะน้ำหนักเกินมากกว่าภาคอื่นของประเทศ

                         “ภาวะอ้วน มีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติ ส่งผลให้แค่ช่วงเวลา ๕ ปี จากปี พ..๒๕๔๔–๒๕๔๙ คนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน เพิ่มขึ้น ๒ เท่า และป่วยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น ๑.๕ เท่า” …อธิบดีกรมอนามัยกล่าว  ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นข้อมูลที่น่าเป็นห่วง !!

                         เพื่อกระตุ้นให้องค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน ตระหนักถึงผลเสียของโรคอ้วน ใส่ใจสุขภาพของพนักงาน เครือข่ายคนไทยไร้พุงได้ร่วมกับ ๘ องค์กร คือ กองทัพไทย  กระทรวงสาธารณสุข  จังหวัดอ่างทอง  อสมท  เครือซิเมนต์ไทย  บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศเทศ จำกัด  บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ สสส. จัดโครงการ “องค์กรไร้พุง” เพื่อจัดการกับโรคอ้วนลงพุงและโรคต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน

                         วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อสุขภาพที่ดีของบุคลากรในองค์กร  ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  ลดการสูญเสียกำลังการผลิตและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในด้านการรักษาพยาบาลขององค์กร  โดยเครือข่ายคนไทยไร้พุงจะให้การสนับสนุนด้านการดำเนินการ และหากหน่วยงานองค์กรใดสนใจเข้าร่วมโครงการนี้ด้วยก็สามารถสอบถามได้ที่อีเมล raipoong@gmail.com  หรือดูข้อมูลในเว็บไซต์ www.raipoong.com

                         ทพ.ศิริเกียรติ  เหลืองกอบกิจ  ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงของ สสส. บอกว่า… จากรายงานของกลุ่มธุรกิจแห่งชาติสุขภาพสหรัฐ  ในปี พ..๒๕๔๕ ที่สำรวจใน ๘๗ บริษัท พบว่าโรคอ้วนสัมพันธ์กับวันลาหยุดงานถึง ๓๙ ล้านวัน  ส่วนใหญ่ลาหยุดไปรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน

                         “ผู้ที่อ้วนจะมีประสิทธิภาพในการทำงานด้อยกว่าผู้มีน้ำหนักปกติถึง ๑.๗ เท่า ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาของพนักงานที่อ้วนสูงกว่าพนักงานน้ำหนักตัวปกติถึง ๗๗% ซึ่งประมาณว่ามีค่าใช้จ่ายที่มาจากโรคอ้วน ๙,๖๙๐,๐๐๐ บาท ต่อพนักงาน ๑,๐๐๐ คนต่อปี” …ทพ.ศิริเกียรติ กล่าว

                         ทั้งนี้และทั้งนั้น การจะดูว่าน้ำหนักเกินหรือไม่ อ้วนหรือไม่ ?? ทางเครือข่ายคนไทยไร้พุง แนะว่า… “คำนวณได้จากน้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัม  นำมาหารด้วยส่วนสูงที่หน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง  ซึ่งเกณฑ์ปกติคือ ๑๘.– ๒๒.๙ หากเกิน ๒๕ ขึ้นไปถือว่าอ้วน หรือดูง่าย ๆ จากรอบเอว ผู้ชายหากเกิน ๙๐ ซม. ผู้หญิงเกิน ๘๐ ซม. ถือว่าอันตราย”

                         ถามว่า “อ้วนแล้วควรทำอย่างไร ? ทำอย่างไรไม่ให้อ้วน?” เพื่อให้ห่างไกลจากโรคภัยต่าง ๆ และลดความสิ้นเปลืองด้านการรักษาพยาบาล แน่นอนว่าคำตอบสุดท้าย “มิใช่การใช้ยาลดความอ้วน !!” เพราะทั้งสิ้นเปลืองและเสี่ยงต่อผลร้ายข้างเคียง  ที่ควรทำก็คือวิธีการ “๓ อ.” ซึ่งมิใช่สิ้นค้าที่ต้องซื้อหา

    ๓ อ. นี้ก็คือ อ.อาหาร  ที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เลือกกินอาหารที่มีพลังงานต่ำ เพิ่มการบริโภคปลา ผัก เต้าหู้ งดของหวาน ของทอด ของมัน ของเค็ม ลดการบริโภคแป้ง
     
                        
.ออกกำลังกาย  ทำให้เป็นกิจวัตร

                        
.อารมณ์ ก็คือการควบคุมอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ  ซึ่งหากทำได้ก็จะลดน้ำหนักได้
                                            เฉลี่ยเดือนละ ๑
- ๒ กิโลกรัมอย่างปลอดภัย และประหยัด 
…กรรมการ
                                            เครือข่ายคนไทยไร้พุง นพ
.ฆนัท   ครุธกูล ระบุ

                        “ อ้วน ” นำมาทั้งความ “ สิ้นเปลือง – เสี่ยงโรคภัย ”

                                “ คนไทย ” มา “ ลดพุง – ไร้พุง ” กันดีกว่า !!!!!