โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทูลกระหม่อมอาจารย์ การศึกษา นักเรียนนายร้อย
 


วิวัฒนาการหลักสูตรการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

 
 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ได้ทรงปรับปรุงระเบียบบริหารราชการใหม่ โดยเฉพาะด้านการทหาร
ได้ทรงนำแบบแผนจากตะวันตกมาประยุกต์ มีการตราพระราชบัญญัติจัดการทหารขึ้นเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑
โดยมีกรมยุทธนาธิการ (เปรียบเหมือนกองทัพไทย) บังคับบัญชากรมทหารที่จัดขึ้นอย่างใหม่ รวม ๙ กรมและทรงมีพระราชดำริว่า

 
     
 

“...ตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตรนั้น นับว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เป็นการระวังทุกข์สุขของไพร่พลจำนวนมาก
ประการหนึ่งเป็นผู้ควบคุมนำกำลังเข้าต่อต้านข้าศึกนั้น จะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีอัธยาศัยมั่นคง อยู่ในความเที่ยงธรรม
จึงจะสามารถควบคุมไพร่พลได้ โดยไม่เดือดร้อนระส่ำระสาย การตั้งนายทหารสัญญาบัตร จึงเป็นการสำคัญอย่างยิ่งในราชการทหาร
และเนื่องจากการแต่งตั้งเชื้อพระวงศ์หรือผู้มีความชอบ มีไหวพริบดีขึ้นเป็นนายทหารยังไม่เป็นการเพียงพอ
อีกทั้งไม่ได้รับการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในยุทธสงครามอีกด้วย ....”

 
     
           
     
 

เมื่อทรงเห็นความสำคัญของนายทหารเช่นนี้แล้ว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนนายร้อยขึ้น
และเปิดการดำเนินเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๐ ในระยะแรกเรียกว่า "คะเด็ตสกูล" ต่อมาเมื่อได้ตราข้อบังคับสำหรับโรงเรียน
เรียกว่า "บัญญัติทหารสราญรมย์" จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น "โรงเรียนทหารสราญรมย์"
หลังจากจัดตั้งโรงเรียนทหารสราญรมย์ขึ้นดังกล่าวแล้ว การศึกษาได้แบ่งออกเป็น ๔ ชั้นเรียน คือ ชั้นสูงสุด ชั้นรอง
ชั้นต่ำ และชั้นต่ำสุด จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้ปรับลดชั้นเรียนลงเหลือ ๓ ชั้น เพื่อให้นักเรียนได้สำเร็จออกเป็นนายทหารได้เร็วขึ้น
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๓ กลับไปจัดเป็น ๔ ชั้นอย่างเดิม และในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ กรมยุทธนาธิการได้ขยายชั้นเรียนออกเป็น ๖ ชั้นคือ
๓ ชั้นแรกเป็นนักเรียนชั้นสามัญ และอีก ๓ ชั้น (๔-๖) เป็นนักเรียนชั้นสูง (นามโรงเรียนคือ "โรงเรียนสอบวิชาทหารบก")

 
     
   
     
 

..........ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้แบ่งโรงเรียนสอนวิชาทหารบกออกเป็นสองโรงเรียนคือ "โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม"
และ "โรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม" หลักสูตรโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐมมี ๓ ชั้นและโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยมมี ๓ ชั้น
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ขยายชั้นเรียนในโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม เป็น ๖ ชั้น เพื่อให้ศึกษาวิชาสามัญจบในโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม
ส่วนโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยมให้เรียนเฉพาะวิชาทหาร และฝึกกระบวนยุทธเท่านั้น ( โรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยมแยกมาอยู่ ณ ที่ตั้งใหม่
ถนนราชดำเนินนอก โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช เสด็จเปิดโรงเรียน
เมื่อ วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๒

 
     
 

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ยุบรวมโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐมและโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยมเข้าด้วยกัน เรียกว่า "โรงเรียนนายร้อยทหารบก"
และย้ายที่ตั้งมาอยู่ที่ถนนราชดำเนินทั้งหมด ในช่วงต้นได้แบ่งการศึกษาออกเป็นเป็น ๖ ชั้น
ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ลดเหลือ ๕ ชั้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง (ยุบชั้น ๑)
พ.ศ. ๒๔๗๑ ลดชั้น ๒ อีก ๑ ชั้น และกำหนดเเลขชั้นที่เหลือเป็น ๑, ๒, ๓ และ ๔

 
     
 

เมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมีการปรับลดลงเหลือ ๓ ชั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖
โดยรับผู้เข้าเรียนจากผู้จบการศึกษามัธยมปีที่ ๘ ใช้เวลาศึกษาชั้นละ ๑ ปี รวม ๓ ปี (ใช้มาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๑)

 
     
           
     
 

หลังจากปรับปรุงหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยทหารบกได้ ๑ ปี กองทัพบกได้จัดตั้ง "โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก"
เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๗ ตามดำริของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญของวิทยาการสมัยใหม่
ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทหารในเหล่าต่างๆ เป็นอันมาก โดยได้แนวทางมาจากโรงเรียน Poly Technique ของฝรั่งเศส
นำมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับระบบการศึกษาของไทย จัดการศึกษาเป็น ๕ ชั้นปี ต่อจากชั้นมัธยมปีที่ ๘
ชั้นปีที่ ๑ – ๓ ศึกษารวมกันในวิชาทางเท็ฆนิคทั่วไป ชั้นปีที่ ๔ – ๕ ศึกษาแยกกันเฉพาะเหล่า
สำหรับการฝึกภาคสนาม มีทั้งฝึกภาคสนามระหว่างปี และการฝึกภาคสนามปลายปี แต่ชั้นปีที่ ๑ – ๒ ไม่ต้องฝึกภาคสนามปลายปี

 
     
 

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง กองทัพบกมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการจัดมากมายและเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๙
ก็ให้รวมโรงเรียนนายร้อยทหารบกกับโรงเรียนเท็ฆนิคทหารเข้าด้วยกัน ภายในชื่อโรงเรียนนายร้อยทหารบก แต่นักเรียนนายร้อย
แต่ละประเภทยังคงศึกษาในหลักสูตรเดิมเมื่อแยกโรงเรียนกันและต่อมาได้มีหนังสือที่ ๑๓๖๘๕/๒๔๙๐ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคมพ.ศ.๒๔๙๐
ให้พิจารณาหลักสูตรสำหรับโรงเรียนนายร้อยทหารบกใหม่เพื่อให้เข้ากับหลักสูตรของทางสหรัฐอเมริกาและพิจารณาเปลี่ยนชื่อโรงเรียนใหม่
ให้เหมาะสม ซึ่งการประชุมหัวหน้าหน่วยต่างๆ ของโรงเรียนนายร้อยลงมติเป็นเอกฉันท์ ควรตั้งชื่อใหม่ว่า
"โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า"
จึงทำเรื่องขอพระราชทานและได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๑
โดยใช้แนวทางตามหลักสูตรของโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐอเมริกา และเพิ่มระยะเวลาศึกษาเป็น ๕ ปี ( ของสหรัฐฯ ใช้เวลา ๔ ปี )
เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ.(ทบ.))

 
     
 

ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ กองทัพบกได้สั่งการให้ปรับปรุงการศึกษา โดยให้นักเรียนนายร้อยมีสิทธิ์ศึกษาต่อในชั้นปี ๔ – ๕
ได้เพียงร้อยละ ๔๐ ของรุ่น อีกร้อยละ ๖๐ นั้น เมื่อจบการศึกษา ชั้นปีที่ ๓ แล้วให้ออกรับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตร
แต่ก็ดำเนินการได้เพียงสองรุ่นจึงต้องระงับ และในภายหลังทั้งสองรุ่นนี้ก็มีโอกาสได้กลับมาศึกษาต่อจนครบตามหลักสูตร ๕ ปี

 
     
   
     
 

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรและได้ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ สรุปลักษณะสำคัญ คือ

 
 

                        - เปิดโอกาสให้ นนร. เลือกศึกษาในสาขาวิชาที่ชอบได เมื่อขึ้นศึกษาชั้นปีท ๔ มีสาขาวิชาให้เลือก ๖ สาขาวิชา
ได้แก่ฟิสิกส์, วิศวกรรมไฟฟ้า, วิศวกรรมโยธา, วิศวกรรมสรรพาวุธ และสังคมศาสตร์

 
 

                        - แต่ละสาขาวิชาที่เลือกต้องศึกษา จำนวน ๗ กระบวนวิชา

 
 

                        - น้ำหนักการเรียนวัดเป็นหน่วยกิต และวัดผลด้วยคะแนนเฉลี่ยสะสม

 
 

                        - เมื่อจบการศึกษายังคงได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต ( วท.บ.(ทบ.))

 
     
 

รวมจำนวนหน่วยกิตทั้งหลักสูตร ๒๖๒ หน่วยกิต นอกจากนั้น ยังมีการฝึกภาคสนามอีกภาคละ ๘ สัปดาห์ จำนวน ๕ ภาค
และในกิจกรรมประจำวันในภาคการศึกษาปกติยังมีการฝึกอบรมตามกระบวนการสร้างลักษณะผู้นำและการฝึกพละศึกษารวมทั้งการเล่นกีฬา
จากโครงสร้างของหลักสูตรดังกล่าวได้มีการพัฒนาต่อมาโดยพิจารณาปรับปรุงเป็นหลักสูตร พ.ศ.๒๕๒๒ มีลักษณะที่สำคัญ คือ

 
 

                        - นนร.ชั้นปีที่ ๑ – ๓ ศึกษาวิชาพื้นฐานบังคับและเลือกเหล่าเมื่อจบการศึกษาชั้นปีที่ ๓

 
 

                        - จัด นนร.เป็น ๕ กลุ่ม ตามลักษณะเหล่าให้ศึกษาในชั้นปีที่ ๔ – ๕

 
 

                        - ปรับลดหน่วยกิตทั้งหลักสูตร ลงเหลือ ๒๒๓ หน่วยกิต

 
     
            
     
 

..หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงแก้ไขบ้าง ในส่วนย่อยที่ไม่มีผลต่อโครงสร้างของหลักสูตร เช่นการเปลี่ยนโรงเรียนเตรียมทหาร
เป็นโรงเรียนรวมเหล่า เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๗ นนร.ชั้นปีที่ ๑ ต้องไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร แล้วจึงมาขึ้นชั้นปีที่ ๒ ที่โรงเรียนนายร้อยฯ
ก็ได้มีการปรับหลักสูตรเล็กน้อย เพื่อให้การศึกษาในกระบวนวิชาของ ชั้นปีที่ ๑ มีความเหมาะสมกับการศึกษาร่วมกับเหล่าทัพอื่น
ที่โรงเรียนเตรียมทหาร และต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๓๐ โรงเรียนเตรียมทหารก็ได้กลับสู่สภาพเดิม คือ รับนักเรียนจากผู้จบมัธยมศึกษาปีที่ ๔
เข้ามาศึกษา ๒ ปี ดังนั้น หลักสูตรของโรงเรียนนายร้อยฯ จึงมีครบ ๕ ชั้นปีเช่นเดิมและยังใช้โครงสร้างหลักสูตร พ.ศ. ๒๕๒๒

 
     
           
     
 

........เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กล่าวคือ มีการใช้หลักสูตรใหม่ที่มีการแยกสาขาวิชาที่เป็นการแยกปริญญา
โดยเน้นความเข้มข้นของสาขาวิชาในระดับของวิชาชีพตามสาขาโดยยึดเกณฑ์ของทบวงมหาวิทยาลัยเป็นหลัก
และยึดถือเกณฑ์ของสภาวิศวกร เพื่อให้ผู้ที่เรียนในสาขาวิศวกรรมสามารถขอใบรับรองการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมได้
ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร นนร. มีทั้งมาตรฐานของกระทรวงกลาโหม
และมาตรฐานของทบวงมหาวิทยาลัย นำมาพิจารณาประกอบกันผลสืบเนื่องของหลักสูตรดังกล่าว สภาการศึกษาวิชาการทหารได้อนุมัติให้มี
๓ ปริญญา คือ ปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต วิทยาศาสตรบัณฑิต และศิลปศาสตรบัณฑิต ในชื่อปริญญานั้นต่อท้ายด้วยชื่อสาขาวิชา เช่น
วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ( วิศวกรรมเครื่องกลและวิชาการทหาร ) เป็นต้น

 
     
        
     
 

            จากหลักสูตรที่ใช้ ๕ ปี เมื่อปรับเป็นหลักสูตร ๔ ปี คือหลักสูตร พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเริ่มใช้แล้วดังกล่าว
ในต้นเรื่อง คุณวุฒิยังได้รับตามเดิมเช่นเดียวกับ หลักสูตร พ.ศ.๒๕๓๔ มีข้อสรุปเพิ่มเติม คือ

 
     
 

      - วิชาพื้นฐานทั่วไปลดน้อยลง ซึ่งกระบวนวิชาเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับนายทหารสัญญาบัตรหลักของกองทัพ
ที่จะมีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาทหาร , ดูแลทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา ทราบปัญหาของบ้านเมือง และช่วยพัฒนาประเทศ

 
 

      - วิชาเฉพาะสาขา ได้ตามเกณฑ์ของทบวงมหาวิทยาลัย

 
 

      - วิชาทหาร เนื้อหาด้านวิชาการบางส่วนไปรวมในการฝึกภาคสนาม ศึกษาในระดับไม่เกินกองร้อยดำเนินกลยุทธ์
รายละเอียดของแต่ละเหล่าต้องไปรับการศึกษาในหลักสูตรชั้นนายร้อย

 
 

     - การฝึกภาคสนามไม่กำหนดเป็นหน่วยกิต แต่กำหนดเป็นจำนวนชั่วโมงในแต่ละเรื่องที่ฝึก การวัดผลไม่ยึดถือคะแนนเฉลี่ยสะสม

 
     
       
     
 

การสอนและการฝึกมุ่งหมายจะให้นักเรียนนายร้อยทุกคนมีคุณลักษณะอันเป็นสมุฏฐานสี่ประการ คือ

 
 

                 ๑. รู้จักคิด รู้จักใช้เหตุผล

 
 

                 ๒. อุปนิสัย มีอุดมคติในเกียรติ ความซื่อสัตย์ วินัย และการเป็นผู้นำทหาร

 
 

                 ๓. มีรากฐานความรู้ในวิชาต่างๆ อย่างเน้นแฟ้น สามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้ถูกต้อง

 
 

                 ๔. รู้ถึงความสำคัญของวิทยาการสาขาต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์ในการทำสงคราม เพื่อมุ่งให้บรรลุความมุ่งหมายดังกล่าว
จึงได้กำหนดหลักสูตรในวิชาต่างๆ ตลอดจนวิธีการศึกษาวิธีการสอนและวิธีการสอบไว้อย่างเป็นระบบ

 
     
   

สรุปหลักสูตร รร.จปร. เปิดสอน

พ.ศ. 2444 - 2546

ลำดับ

หลักสูตร

ปี พ.ศ.

จำนวนรุ่น

จำนวน นนร.

วุฒิบัตรที่ได้รับ

หมายเหตุ

1

นักเรัยนนายร้อยทหารบก

2441-2449

35

4,125

ประกาศนียบัตรฯ

 

- รับผู้จบ ม.8 นายร้อยทหารบก 3 ปี

2475-2482

8

523

ประกาศนียบัตรฯ

 

- รับผู้จบ ม.6 เตรียม ทบ.2 ปี    นายร้อยทหารบก 3 ปี

2483-2489

7

915

ประกาศนียบัตรฯ

เตรียม ทบ.รุ่นที่ 1-7

2

นักเรียนนายร้อย รร.จปร.หลักสูตร 5 ปี

2495-2546

55

10,914+531

ปริญญาบัตร

หลักสูตรใหม่ รุ่นที่ 1

 

- หลักสูตรเวสปอยต์ รร.จปร.พ.ศ. 2512,2518,2522,2527และ 2530

2492-2533

   

ปริญญาบัตร

วทบ.(ทบ.)

- หลักสูตร รร.จปร. พ.ศ. 2534

2534-ปัจจุบัน

11

2,049

ปริญญาบัตร

วศ.บ.,วท.บ.ศศ.บ.

- หลักสูตร รร.จปร. พ.ศ. 2544 (เรียน 4 ปี)

2545-ปัจจุบัน

3

531

ปริญญาบัตร

(ตามสาขาที่เรียน)

3

นักเรียนนายดาบ

2453-2475

21

1,980

ประกาศนียบัตรฯ

4

นักเรียนเท็คนิคหลักสูตร 5 ปี

2477-2489

13

623

ประกาศนียบัตรฯ

รับผู้จบ ม.8 ศึกษา 5 ปี

5

นักเรียนนายร้อยสำรอง

2485-2496

7

1,618

ประกาศนียบัตรฯ

 

- รับผู้จบ ม.6 ศึกษา 1 ปี 6 เดือน

2485-2487

   

ประกาศนียบัตรฯ

 

- รับผู้จบ ม.8 ศึกษา 1 ปี

2493-2496

   

ประกาศนียบัตรฯ

6

นักเรียนนายร้อยหญิง

2485

1

30

ประกาศนียบัตรฯ

รับผู้จบ ม.6 ศึกษา 1 ปี

7

นักเรียนนายร้อยหลักสูตรพิเศษ

2511-2516

8

945

ประกาศนียบัตรฯ

 

ส่งข้อคิดเห็นถึง Webmaster
© Copyright 2007 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
ถนนสุวรรณศร ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26001